“กาตาร์” รื้อถอนสนาม974 หลังเกม “บราซิล-เกาหลี”

กาตาร์

เกมคู่ระหว่างบราซิล พบ เกาหลีใต้ เมื่อคืนที่ผ่านมา คือเป็นเกมสุดท้ายที่จะใช้งาน 974 สเตเดียม 1 ใน 7 สนามที่ กาตาร์ ทำขึ้นสำหรับ ฟุตบอลโลกในศึกฟุตบอลโลก 2022 ก่อนที่สนามแห่งนี้ จะถูกรื้อถอนและก็นำวัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ ส่งต่อให้ประเทศที่ต้องใช้อุปกรณ์เหล่านั้นต่อไป

สำหรับ 974 สเตเดียม คือสนามกีฬาชั่วคราวแห่งแรก ในประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลก ที่สร้างมาจากตู้คอนเทนเนอร์ จำนวน 974 ตู้ เพื่อแสดงให้เห็นถึงประวัติศาสตร์การ ออกเรือของกาตาร์

นอกเหนือจากนี้ยังเป็นการประหยัด ทุน และก็รักษาสิ่งแวดล้อมเพราะว่า 974 สเตเดียม เป็นสนามที่ไม่ติดเครื่องปรับอากาศ โดยจะใช้แข่งขันในช่วงเย็นจนถึงค่ำเท่านั้น ซึ่งตามรายงานที่ผ่านมาบอกว่า กาตาร์ประเมินแล้วว่า จะไม่สร้างสนามใหญ่โต เพราะว่าต้องใช้งบประมาณในการดูแลจำนวนมาก

หลายคนอาจตั้งตารอ ‘การแข่งขันฟุตบอลโลก’ หรือ ‘FIFA World Cup’ ประจำปี 2022 ที่มีกาตาร์เป็นประเทศผู้จัดงาน ซึ่งกาตาร์นับว่าเป็นประเทศแรกในตะวันออกกลางที่ได้เป็นผู้จัดการแข่งขันฟุตบอลระหว่างประเทศโปรแกรมนี้ อีกหนึ่งความพิเศษที่หลายฝ่ายให้ความสนใจก็คือ ‘สเตเดียม’ ที่สามารถถอดประกอบได้และก็ยังประหยัด พลังงานในการก่อสร้างด้วย

จุดประสงค์ของการออกแบบก็เพื่อลดทุน ลดขยะจากการก่อสร้าง รวมถึงประหยัด เวลาในการก่อสร้างด้วย มากไปกว่านั้น ทางผู้ออกแบบยัง เปิดเปิดเผยว่า การสร้างสเตเดียมแห่งนี้ สามารถลดการใช้น้ำได้มากถึง 40% เมื่อเทียบกับการก่อสร้างสนามกีฬาทั่วไป Stadium 974 ก็เลยกลายเป็นสนามกีฬาที่อีกทั้งรักษ์สิ่งแวดล้อมและก็ประหยัดพลังงานด้วย

สนาม974

ตู้คอนเทนเนอร์ที่ กาตาร์ ใช้จำนวนมากนั้น

ถูกใช้เพื่อสร้างส่วนต่าง ๆ ภายนอกสนามกีฬา แต่ก็มีบางตู้ที่ประกอบไปด้วยบันได ร้านขายของขนาดเล็ก รวมไปถึง ห้องอาบน้ำ เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่แฟนบอลที่จะเข้าชมการแข่งขัน ส่วนรูปทรง และก็ช่องว่างระหว่างที่นั่งยังช่วยให้อากาศถ่ายเทได้ตามธรรมชาติ โดยไม่จำเป็นจะต้องต้องใช้เครื่องปรับอากาศ เพราะว่ามีลมจากสมุทรที่อยู่ใกล้ ๆ ช่วยให้ความเย็น

สำหรับชื่อของสเตเดียมนั้นมีความหมายแฝงอยู่ จำนวน ‘974’ เป็นรหัสโทรศัพท์ ระหว่างประเทศของ กาตาร์ และก็ยังเป็นจำนวนตู้คอนเทนเนอร์ทั้งหมดที่ใช้ก่อสร้างสถาปัตยกรรมแห่งนี้ โดยในจำนวนนี้ หลายตู้ถูกใช้ เพื่อขนส่งวัสดุก่อสร้างมายังพื้นที่และก็ถูกนำมาใช้งานต่อ นอกจากจากนั้น ตู้คอนเทนเนอร์ ยังเป็นสัญลักษณ์เพื่อแสดงถึง ประวัติศาสตร์การออกเรือและก็มรดกทาง อุตสาหกรรมของกาตาร์อีกด้วย

Stadium 974 คือหนึ่งในสนามกีฬาที่จะใช้จัดการแข่งขัน FIFA World Cup 2022 ที่นี่จะถูกใช้จัดการแข่งขันทั้งหมด 7 นัด ซึ่งรวมถึงนัดแรกที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2022 ด้วย โดยหลังจากจบการแข่งขันในปี 2022 สนามกีฬาแห่งนี้จะถูกรื้อและก็นำไปประกอบในสถานที่ใหม่ หรืออาจดัดแปลงเป็นสถานที่จัดงานขนาดเล็กสำหรับจุดประสงค์อื่น ๆ

ด้านคณะกรรมการสูงสุดของการแข่งขัน FIFA World Cup Qatar 2022 (SC) บอกว่า Stadium 974 ที่สะดุดตาแห่งนี้จะเป็นสัญลักษณ์แห่งความยั่งยืนและก็นวัตกรรมที่น่าภูมิใจ และก็ยังหวังว่าโปรเจกต์นี้จะเป็น ‘พิมพ์เขียวด้านนวัตกรรม’ ในการออกแบบสเตเดียมที่ยั่งยืนมากขึ้นสำหรับจัดกิจกรรมใหญ่ๆในอนาคต

เต็งแชมป์ไม่ไว้หน้า! บราซิล มาตามนัดอัด เกาหลีใต้ ลิ่ว 8 ทีมดวล โครเอเชีย

“เซเลเซา” ผลงานสมราคา เต็งแชมป์ รวมพลังเรียงหน้าทุบ “เกาหลีใต้” 4-1 โดยเกมนี้ เนย์มาร์ คืนสนามซัด 1 ตุงจ่อขยับสถิติทาบ เปเล่ พาทีมลอยลำเข้ารอบ 8 ทีมสุดท้าย ดวล โครเอเชีย วันที่ 9 ธ.ค. นี้ ในศึกฟุตบอลโลก 2022 รอบ 16 ทีมสุดท้าย คืนวันจันทร์ที่ผ่านมา

สนาม : สเตเดี้ยม 974

การแข่งขันฟุตบอลโลก 2022 รอบ 16 ทีมสุดท้ายที่ กาตาร์ ประจำวันจันทร์ที่ 5 ธันวาคม 2565 บราซิล เต็งแชมป์ พบ เกาหลีใต้ ตัวแทนจาก เอเชีย

บราซิล ของเทรนเนอร์ ติเต้ ผ่านเข้ารอบ 16 ทีมสุดท้ายมาได้ด้วยการเป็นแชมป์กลุ่ม จี โดยเกมล่าสุดแพ้ให้กับ แคเมอรูน มา 0-1 ทางด้าน เกาหลีใต้ ของเทรนเนอร์ เปาโล เบนโต้ พลิกล็อคเอาชนะ โปรตุเกส 2-1 ทำให้พวกเขาผ่านเข้ารอบ 16 ทีมสุดท้ายด้วยการเป็นอันดับ 2 ของกลุ่ม เอช

เปิดฉากครึ่งแรกเพียงแต่ 7 นาที บราซิล ทะยานออกนำ 1-0 จากจังหวะขึ้นเกมทางขวา ราฟินญ่า พาแหวกเข้าเขตโทษหักเข้าในหลุดมาเสาไกลถึง วินิซิอุส จูเนียร์ ล่อเป้าแบบไร้ตัวประกบผ่าน คิม ซึง-กิว ตุงตาข่าย

นาทีที่ 11 “เซเลเซา” ขยับหนีเป็น 2-0 จากความผิดพลาดของ จอง วู-ยอง เสียท่าโดน ริชาร์ลิชอน สอดมาฉกบอลกลายเป็นหวดโดนคนเสีย จุดโทษ และก็เป็น เนย์มาร์ ทำหน้าที่สังหารเข้าไปอย่างเยือกเย็น

6 นาทีต่อมา “โสมขาว” ออกหมัดบ้าง ฮวาง ฮี-ชาน เก็บบอลหน้าเขตโทษฝั่งซ้ายโยกเข้าในลองปั่นด้วยขวาระยะร่วม 30 หลาโค้งหวิด เสียบใต้คานติดปลายมือ อลิสซง เบ็คเกอร์ น้อยมาก

ต่อมานาทีที่ 29 บราซิล ยำเพิ่มเป็น 3-0 จากจังหวะประสานงานสุดสวย กาเซมีโร่ ขยับมาเชื่อมบอลหน้ากรอบ 18 หลาเบิ้ลเร็วคืนให้ ริชาร์ลิชอน หลุดกับดักล้ำหน้าแปสวนตัว คิม ซึง-กิว ตุงตาข่ายงามหยด

นาทีที่ 36 ประตูที่ 4-0 มาตามนัดโอกาสนี้เป็น วินิซิอุส จูเนียร์ ตามมาเก็บบอลในเขตโทษฝั่งซ้ายดึงจังหวะยกบอลข้ามมาให้ ลูคัส ปาเกต้า ใส่มาชาร์จกระดอนพื้นซุกหน้าต่างเสาไกลไม่พลาด

ช่วงทดเจ็บ “เซเลเซา” เดินเครื่องไม่มีผ่อน ราฟินญ่า เก็บบอลหน้าเขตโทษฝั่งขวายกแม้กระทั่ง ลูคัส ปาเกต้า ใส่มาหน้ากรอบ 6 หลาดีดไปตรงตัว คิม ซึง-กิว ตบทิ้งออกมาได้ทัน

นาทีที่ 45+4 ริชาร์ลิชอน หลุดเดี่ยวขึ้นมาจากครึ่งสนามกระชากเข้าเขตโทษฝั่งขวาซัดไปติดเท้า คิม ซึง-กิว เด้งเข้าทาง เนย์มาร์ ซ้ำไม่ทันปลิ้นข้ามคานออกไปอย่างน่าเสียดาย

หมดครึ่งเวลาแรก บราซิล 4 เกาหลีใต้ 0

เริ่มครึ่งหลัง “โสมขาว” ยังเมาหมัดเสียบอลพื้นที่อันตรายสุดท้ายเป็น ราฟินญ่า พาสัมผัสเข้าเขตโทษฝั่งขวาโยกเข้าซ้ายข้างถนัดแต่ซัดไม่เต็มเบาเข้ามือ คิม ซึง-กิว

นาทีที่ 47 เกาหลีใต้ พลาดโอกาสทองจากบอลยาวทางซ้าย มาร์กินญอส เสียท่าโดน ซน ฮึง-มิน ชิงมาเก็บก้มหัวปั่นด้วยขวาติดแขน อลิสซง เบ็คเกอร์ ออกมาเร็วเซฟไว้ได้ทัน

ต่อมานาทีที่ 54 “เซเลเซา” หวุดหวิดบวกสกอร์เพิ่ม ราฟินญ่า ใส่มารับบอล ในเขตโทษฝั่งขวาตัดเข้าซ้ายดึงได้ช่องแป แหวกบล็อคแนวรับ เกาหลีใต้ ติดเซฟ คิม ซึง-กิว ล้มไปควักออกมาเกินจริง

60 นาทีผ่าน เนย์มาร์ โชว์ท่าทางโดนหวดช่วยทีมได้ลูกฟรีคิกระยะอันตรายหน้าเขตโทษฝั่งซ้ายก่อนมีน้ำใจให้ ราฟินญ่า ทำหน้าที่ปั่นแฉลบบล็อคโค้งหลุดเสาแรกไม่ไกล

2 นาทีต่อมา เนย์มาร์ พยายามปั้นน้องเต็มที่เก็บบอลทางซ้ายตัดเข้าในแทงข้ามมาให้ ราฟินญ่า เก็บในเขตโทษดึงเข้าขวาตะบันเต็มแรงยัดเสาแรกก็ยังไม่ผ่าน คิม ซึง-กิว

นาทีที่ 69 จากจังหวะครอสทางซ้ายบอลโค้งเข้าเขตโทษติดหัวแนวรับ บราซิล กระแทกสกัดไม่ดีกลายเป็นตั้งให้ ฮวาง ฮี-ชาน หวดสวนตูมเดียวติดเซฟ อลิสซง เบ็คเกอร์ ปัดเข้าทาง ซน ฮึง-มิน ตามซ้ำก็ยังติดบล็อค มาร์กินญอส

ต่อมานาทีที่ 76 “โสมขาว” ตีไข่แตก 4-1 จนถึงได้เป็นลูกฟรีคิกทางฝั่งขวาบอลลอยไปติดหัว กาเซมีโร่ กระแทกสกัดย้อนมาเข้าทาง เพค-ซึงโฮ หวดสวนด้วยซ้ายระยะร่วม 20 หลาแฉลบ ติอาโก้ ซิลวา พุ่งเสียบเสาแรกงามหยด

10 นาทีสุดท้าย เกาหลีใต้ เกือบไล่มาอีกลูกจากบอลยาวทิ้งให้ โช กยู-ซอง โฉบเอาชนะแนวรับ หลุดเข้าเขตโทษฝั่งขวาซัดล่อเป้าติดเซฟ อลิสซง เบ็คเกอร์ ก่อนถูกจับ ล้ำหน้า

หลังจากนั้นไม่มีสกอร์เพิ่ม จบเกม บราซิล 4 เกาหลีใต้ 1

 

กาตาร์สนาม974

รายชื่อนักเตะที่ลงสนาม

บราซิล (4-1-2-3) : อลิสซง เบ็คเกอร์ (เวเวอร์ตัน น.80) – เอแดร์ มิลิเตา (ดานี่ อัลเวส น.63), มาร์กินญอส, ติอาโก้ ซิลวา, ดานิโล (เกลย์สัน เบรเมอร์ น.72) – กาเซมีโร่ – ลูคัส ปาเกต้า, เนย์มาร์ (โรดริโก้ โกเอส น.80) – ราฟินญ่า, ริชาร์ลิชอน, วินิซิอุส จูเนียร์ (กาเบรียล มาร์ติเนลลี่ น.72)

เกาหลีใต้ (4-2-2) : คิม ซึง-กิว – คิม มุน-ฮวาน, คิม มิน-แจ, คิม จีซู (ฮอง ชุล น.46), อี แจ-ซอง (อี คัง-อิน น.74) – จอง วู-ยอง (ชอน จุน-โฮ น.46), ฮวาง อิน-บอม (เพค-ซึงโฮ น.65), ฮวาง ฮี-ชาน – ซน ฮึง-มิน – โช กยู-ซอง (ฮวาง อุย-โจ น.80)

ผู้ตัดสิน : เคลม็องต์ ตูร์แปง (ประเทศฝรั่งเศส)

รอดู!บีบีซีแฉ แมนยู อาจได้ผู้ครอบครองใหม่ก่อนจบซีซั่นนี้

แมนยู

บีบีซี สื่อของอังกฤษ ตีข่าวสาร หากว่าตระกูลเกลเซอร์คิดที่จะขาย แมนยู แล้วนั้น “ปีศาจแดง” ก็อาจจะได้เจ้าของทีมรายใหม่ก่อนจบซีซั่นนี้เลย โดยครอบครัวนักธุรกิจคนประเทศอเมริกาต้องการได้ข้อเสนอที่สูงกว่ามูลค่าของทีมในตลาดหุ้นแบบเยอะแยะสุดๆด้วย
แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด สโมสรดังของศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ อาจจะได้เจ้าของทีมรายใหม่ก่อนจบฤดูกาลนี้หากว่าตระกูลเกลเซอร์ต้องการขายทีมไปเลย ตามรายงานของ บีบีซี สื่อชั้นนำของเมืองผู้ดี

เมื่อช่วงไม่กี่วันก่อนตระกูลเกลเซอร์ ซึ่งเป็นเจ้าของทีม แมนฯ ยูไนเต็ด

ประกาศเองว่าพวกเขาพร้อมพิจารณายุทธศาสตร์ทางธุรกิจด้านอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นการร่วมมือกันแบบทั่วไป, การขายหุ้นบางส่วน ไปจนถึงการขายขาดทีมไปเลย ซึ่งกระแสข่าวสารโดยมากกล่าวว่าอันหลังสุดมีความเป็นไปได้มากที่สุด

ทั้งนี้ มันไม่มีการกำหนดกรอบเวลาว่ากระบวนการต่าง ๆ ต้องเสร็จสิ้นเมื่อไร แต่ล่าสุด บีบีซี กล่าวว่าหากเกิดตระกูลเกลเซอร์ต้องการขายขาดทีมไปเลยนั้น มันก็คงจะเกิดขึ้นภายในช่วงฤดูใบไม้ผลิ โดยพวกเขาจะยอมขายเมื่อได้ราคาที่สมน้ำสมเนื้อเท่านั้น ซึ่งคาดกันว่าตัวเลขดังกล่าวจะต้องสูงกว่ามูลค่าในตลาดหุ้นของ แมนฯ ยูไนเต็ด โดยตอนนี้ราคาในตลาดหุ้นของ “ปีศาจแดง” อยู่ที่ 3.05 พันล้านปอนด์ (ประมาณ 128,100 ล้านบาท)

โอลด์แทรฟฟอร์ด

เป็นที่เช้าใจกันว่าเจ้าของทีมรายใหม่ของ แมนฯ ยูไนเต็ด จำเป็นต้องต้องรีบออกทุนทำการบูรณะสนามด้วย หลังจาก โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด มีสภาพชำรุดมาพักหนึ่งแล้ว

โอลด์แทรฟฟอร์ด (อังกฤษ: Old Trafford) เป็นสนามกีฬาฟุตบอลในเมืองโอลด์แทรฟฟอร์ด (เกรตเตอร์แมนเชสเตอร์) ประเทศอังกฤษ และเป็นสนามเหย้าของแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดในพรีเมียร์ลีก มีจำนวนความจุ 74,140 ที่นั่ง21 โอลด์แทรฟฟอร์ดเป็นสนามกีฬาที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในบรรดาสโมสรในสหราชอาณาจักร โดยเป็นสนามกีฬาฟุตบอลขนาดใหญ่เป็นอันดับที่ 2 (รองจากสนามกีฬาเวมบลีย์) และใหญ่เป็นอันดับที่ 8 ในทวีปยุโรป3 และเป็นสนามกีฬาขนาดใหญ่เป็นอันดับที่ 3 สนามแห่งนี้อยู่ห่างจากโอลด์แทรฟฟอร์ดคริกเกตกราวนด์ 0.5 ไมล์ (800 เมตร) และอยู่ติดกันกับป้ายรถราง

สโมสรฟุตบอล แมนยู ( Manchester United Football Club)

เป็นสโมสรฟุตบอลตั้งอยู่ที่โอลด์แทรฟฟอร์ดในเกรเทอร์แมนเชสเตอร์ ประเทศอังกฤษ ปัจจุบันนี้แข่งขันในพรีเมียร์ลีกซึ่งเป็นลีกสูงสุดของฟุตบอลอังกฤษ สโมสรมีฉายา “ปีศาจแดง” ริเริ่มตั้งขึ้นในชื่อสโมสรฟุตบอลนิวตันฮีตแอลวายอาร์ใน ค.ศ. 1878 ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดใน ค.ศ. 1902 และย้ายไปเล่นที่สนามเหย้าปัจจุบันนี้อย่างโอลด์แทรฟฟอร์ดใน ค.ศ. 1910

แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดเป็นหนึ่งในสโมสรที่ชนะเลิศถ้วยรางวัลมากที่สุดในฟุตบอลอังกฤษ5 โดยชนะเลิศลีก 20 สมัย ซึ่งเป็นสถิติสูงสุด, เอฟเอคัพ 12 สมัย, ลีกคัพ 5 สมัย และเอฟเอคอมมิวนิตีชีลด์ 21 สมัย ซึ่งก็เป็นสถิติสูงสุดด้วยเหมือนกัน ยูไนเต็ดยังชนะเลิศยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก 3 สมัย, ยูฟ่ายูโรปาลีก 1 สมัย, ยูฟ่าคัพวินเนอร์สคัพ 1 สมัย, ยูฟ่าซูเปอร์คัพ 1 สมัย, อินเตอร์คอนติเนนตัลคัพ 1 สมัย และฟุตบอลชิงแชมป์สโมสรโลก 1 สมัย โดยในฤดูกาล 1998–99 สโมสรกลายเป็นทีมแรกในประวัติศาสตร์ฟุตบอลอังกฤษที่คว้าทริปเปิลแชมป์ระดับทวีปยุโรป6 และในฤดูกาล 2016–17 หลังจากที่ชนะเลิศยูฟ่ายูโรปาลีก พวกเขากลายเป็นหนึ่งในห้าสโมสรที่ชนะเลิศการแข่งขันรายการหลักของยูฟ่าครบอีกทั้งสามรายการ

เกรตเตอร์แมนเชสเตอร์

ต่อมาใน ค.ศ. 1968 แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดกลายเป็นสโมสรฟุตบอลแรกของอังกฤษที่ชนะเลิศยูโรเปียนคัพภายใต้การคุมทีมของแมตต์ บัสบี ต่อมาอเล็กซ์ เฟอร์กูสันพาทีมชนะเลิศถ้วยรางวัล 38 ใบในฐานะผู้จัดการทีม ซึ่งรวมพรีเมียร์ลีก 13 สมัย, เอฟเอคัพ 5 สมัย และยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก 2 สมัยในระหว่าง ค.ศ. 1986 ถึง 2013 ซึ่งเป็นปีที่เขาประกาศเกษียณตนเอง แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดเป็นหนึ่งในสโมสรฟุตบอลที่มีผู้สนับสนุนมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก1011 และมีสโมสรคู่ปรับคือ ลิเวอร์พูล, แมนเชสเตอร์ซิตี, อาร์เซนอล และลีดส์ยูไนเต็ด

แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดเป็นสโมสรฟุตบอลที่มีรายได้สูงที่สุดในโลกในฤดูกาล 2016–17 ด้วยรายได้ต่อปีเป็นจำนวน 676.3 ล้านยูโร12 และเป็นสโมสรที่มีมูลค่าสูงเป็นอันดับที่สามของโลกใน ค.ศ. 2019 เป็นมูลค่า 3.15 พันล้านปอนด์ (3.81 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ)13 ณ ค.ศ. 2015 สโมสรเป็นเครื่องหมายการค้าฟุตบอลที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลก คาดว่ามีมูลค่า 1.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ1415 หลังจากที่ได้มีการซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ลอนดอนเมื่อ ค.ศ. 1991 สโมสรได้กลับมาเป็นบริษัทเอกชนจากการที่มัลคอม เกลเซอร์ซื้อกิจการเมื่อ ค.ศ. 2005 ด้วยมูลค่าแทบ 800 ล้านปอนด์ ซึ่งเงินที่ถูกกู้กว่า 500 ล้านปอนด์นี้กลายเป็นหนี้ของสโมสร16 และตั้งแต่ ค.ศ. 2012 หุ้นบางส่วนของสโมสรถูกเสนอขายในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก หากว่าตระกูลเกลเซอร์จะยังคงมีบทบาทเป็นเจ้าของและควบคุมสโมสร

แฟนบอลโอด กาตาร์ติดแอร์ในสนามกีฬา ฟุตบอลโลก 2022 เย็นฉ่ำขนาดนี้ เกินไปไหม

ฟุตบอลโลก

ฟุตบอลโลก 2022 เจอเสียงบ่นจากแฟนบอล ไอเดียติดแอร์ในสนาม ทุ่มเป็นร้อยล้าน แต่ผลที่ได้จะเกินไปแล้ว เชียร์ไปสั่นไป มันจะหนาวเกินไปไหม

ในช่วงเวลาที่แฟนบอลทั่วโลกต่างก็ร่วมลุ้นรวมทั้งเชียร์ทีมโปรดในศึก ฟุตบอลโลก 2022 กันอย่างกระปรี้กระเปร่า เจ้าภาพอย่างกาตาร์ ก็ได้ทุ่มงบประมาณหลายร้อยล้าน ติดตั้งแอร์ภายในสนามแข่งเพื่อแก้ปัญหาสภาพอากาศสุดโหดแก่บรรดานักฟุตบอล ที่ต้องมาแข่งขันกันกลางทะเลทรายที่มีอุณหภูมิสูงจัด

อย่างไรก็ตาม ไอเดียการติดแอร์ในสนามแข่งนั้นได้กลายมาเป็นปัญหาที่ทำเอาแฟนบอลบ่นกันซะอย่างนั้น โดยเว็บไซต์เดลี่เมล รายงานว่า มีแฟนบอลจำนวนไม่น้อยต้องนั่งตัวสั่นในสนามกีฬา พร้อมบ่นว่าอุณหภูมิในสนามนั้นจะหนาวเกินไปแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งอย่างยิ่งในเกมการแข่งขันช่วงเย็น ที่อุณหภูมิของทะเลทรายลดลงจาก 30 องศาเซลเซียส เหลือเพียง 19 องศาเซลเซียส

รวมทั้งนั่นก็เลยเกิดเป็นภาพของแฟนบอลบางคน ที่ต้องใส่เสื้อกันหนาวระหว่างนั่งเชียร์การแข่งขัน หากแม้แต่แฟนบอลฝั่งเจ้าภาพอย่าง ไฟซัล ราซีด ก็ยังเปิดใจยอมรับว่า “เอาจริงๆนะ มันหนาวเกินไป”

ไอเดียติดแอร์ในสนาม

ด้าน มาริโอ ซานเชส แฟนบอลจากสหรัฐฯมาชม ฟุตบอลโลก

ชี้ว่า “มันหนาวจริงๆนะ เป็นเพราะมีลมแรงมาก”

อย่างไรก็ตาม หากแม้แฟนบอลหลาย ๆ คนอาจจะต้องใส่เสื้อกันหนาว นั่งเชียรอยู่บนอัฒจันทร์ แต่สำหรับ จอร์แดน พิกฟอร์ด ผู้รักษาประตูทีมชาติอังกฤษ กลับพูดว่าในความเป็นจริงแล้วสภาพอากาศเช่นนี้ เหมาะสมแล้วสำหรับผู้เล่นในสนาม เขายอมรับว่าถ้าอยู่บนอัฒจันทร์ ก็คงจะหนาวไป แต่สำหรับผู้เล่น แล้วนี่เป็นอุณหภูมิที่สมบูรณ์แบบสุด ๆ

บอลโลกไม่รักษ์โลก? ศึก World Cup ในเมืองทะเลทราย ปัญหาหินสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน

นับตั้งแต่ฟีฟ่าประกาศให้ประเทศกาตาร์เป็นเจ้าภาพการจัดการแข่งขันฟุตบอลโลก 2022 มีข้อกังขาเกิดขึ้นมากมาย

เมื่อกาตาร์ประกาศต้อนรับทุกคนอย่างเท่าเทียม ในประเทศซึ่งสถานะรักร่วมเพศยังเป็นเรื่องผิดกฎหมาย มีแรงงานอพยพนับพันคนเสียชีวิตจากการก่อสร้าง หรือประเด็นแฟนบอลไม่สามารถหาซื้อแอลกอฮอล์ได้

แต่ประเด็นที่กำลัง ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง มากที่สุด คือการให้คำมั่น สัญญา ต่อประชาคมโลก ว่าจะจัดการแข่งขันฟุตบอลที่ “เป็นกลางทางคาร์บอน ครั้งแรกในประวัติศาสตร์”

แต่หลังจากผ่านการเปิดสนามมาเพียงแต่ไม่กี่วัน คำตอบจากองค์กร ด้านสิ่งแวดล้อม ต่างตะโกนเป็นเอกฉันท์ว่า “ทำไม่ได้อย่างที่กล่าวแน่นอน”

ก่อนหน้านี้ที่ผ่านมา ฟีฟ่าประเมิน ว่าการจัดบอลโลกปีนี้ จะผลิตก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 3.6 ล้านตัน ซึ่งมากกว่า บอลโลกที่ รัสเซียในปี 2018 ถึง 2 เท่า หรือเทียบเท่ากับ การปล่อยคาร์บอน ของประเทศคองโกทั้งปี

แต่จะมีกระบวนการชดเชยคาร์บอน (Carbon Offset) โดยการซื้อคาร์บอนเครดิตจาก Global Carbon Council รวมทั้งเงินที่ใช้จ่ายจะถูกนำไปเวียน ต่อในโครงการพลังงานสะอาดทั่วตะวันออกกลาง

ฟีฟ่าเริ่มพูดถึงประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมหรือ Green Goal มาตั้งแต่ปี 2006 อย่างการสนับสนุนการสร้างโรงกระแสไฟฟ้าพลังงานสะอาดในฟุตบอลโลกที่แอฟริกาใต้ ปี 2010

รวมทั้งล่าสุด ในเวที COP26 ฟีฟ่าประกาศ อย่างยิ่งใหญ่ ว่าจะบรรลุข้อตกลงการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2040

การเดินทาง ของนักฟุตบอลรวมทั้งแฟนบอล นับว่าเป็นความท้าทาย ที่สุดของการจัดการ คาร์บอน เมื่อคนทั่วทั้งโลกบินมายังจุดหมายปลายทาง เดียวกัน ในประเทศขนาดเล็กที่มีประชากรเพียงแต่ 2.9 ล้านคน

โดยมีตัวเลขคาดการณ์ว่า 51% ของการปล่อยคาร์บอนทั้งหมดมาจากการเดินทาง แต่ตัวเลขนี้นับเฉพาะการเดินทางในกาตาร์ ไม่รวมถึงการเดินทางข้ามประเทศกว่า 160 เที่ยวบินต่อวันของผู้ชมที่ไม่สามารถหาที่พักในกาตาร์ได้ ก็เลยต้องใช้บริการที่พักตาม ประเทศเพื่อนบ้าน เป็นต้นว่า ประเทศคูเวต โอมาน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หรือ ซาอุดีอาระเบีย

ถัดมาคือ การสร้างสนาม ฟุตบอลรวมทั้งสถานที่ฝึกคิดเป็น 25% ของการปล่อยคาร์บอนทั้งหมด

ด้วยข้อบังคับของการเป็นเจ้าภาพ บอลโลกต้องมีสนามแข่ง อย่างน้อย 8 แห่ง แต่กาตาร์มีสนาม Khalifa กลางกรุงโดฮา ที่ถูกใช้แบบอเนก ประสงค์เพียงแต่แห่งเดียวมาตั้งแต่ปี 1976 ทำให้การสร้างสนามเพิ่มเติม 7 แห่งกลายเป็นมหกรรม ปล่อยคาร์บอนจากอุตสาหกรรมก่อสร้าง

เมื่อสนาม ฟุตบอลโลก ถูกใช้ประโยชน์ ให้นักฟุตบอลโชว์ฝีแข้งเพียงแต่ 4 สัปดาห์

กาตาร์ก็เลยพยายามออกแบบ สนามให้รีไซเคิลได้ เป็นต้นว่า สนาม Ras Abu Aboud ความจุ 40,000 ที่นั่ง ประกอบขึ้นจาก ตู้คอนเทนเนอร์ รวมทั้งถอดตู้พวกนี้ไปใช้ประโยชน์ต่อได้หลังงานจบ

ในขณะที่บางสนาม อ้างว่าจะถูกเปลี่ยนไปเป็นโรงแรมบูติค แต่ต้องยอมรับว่า สนามฟุตบอลที่ถูกทิ้งร้าง เป็นต้นว่า ริโอเดอจาเนโร รวมทั้ง เอเธนส์ ยังคงเป็นแผลใหญ่ที่หลายประเทศ ลงทุนไปแบบได้ไม่คุ้มเสียมาจนถึงทุกวันนี้

ยิ่งไปกว่านี้ กาตาร์ปักหมุด การแข่งขันให้เกิดขึ้นใน เดือนพฤศจิกายน เพราะตั้งใจหลีกหลีกเลี่ยงการพบเจออากาศอันร้อนระอุ หากแม้อุณหภูมิจะลดลงจาก 50 องศาเซลเซียสในช่วงฤดูร้อน มาอยู่ที่ 25 องศาเซลเซียส แต่ก็ยังถือว่าอบอ้าว ในระดับที่ต้อง เปิดเครื่องปรับอากาศให้นักฟุตบอลยุโรป

กาตาร์ก็เลยสร้างสนามแข่งติดแอร์ถึง 7 แห่ง โดยวิศวกรคนดัง Saud Abdul Ghani สมญานาม Dr Cool ได้ศึกษาระบบ ทำความเย็นในสนามฟุตบอล เพื่อลดอาการบาดเจ็บ ของนักฟุตบอลมากว่า 13 ปี จนกระทั่งออกมาเป็นเครื่องปรับอากาศพลังงานแสงอาทิตย์ ที่พ่นลมเย็นใต้ที่นั่ง รวมทั้งมีระบบเวียนให้ความเย็นไม่ไหลออกนอกสนามแข่ง เหมือนมีฟองสบู่เย็นโอบล้อมอยู่

ในรอบไฟนอลที่สนาม Lusail มีการออกแบบทางสถาปัตย์ให้มีเหลี่ยมมุมโดยรอบ เพื่อให้เกิดร่มเงาในทุกจุด หลังจากประเมินว่า ความร้อนตลอด 4 ชั่วโมงที่เกิดขึ้นจากผู้ชม 80,000 คนในสนาม จะเทียบเท่ากับ คอมพิวเตอร์ทำงานพร้อมกัน 160,000 ตัว

การอัดฉีดความเย็น คงต้องทำแบบไม่ยั้ง เพื่ออรรถรสในการรับชม รวมทั้งที่สำคัญ ต้องรักษาสมรรถนะร่างกาย อันร้อนระอุของนักฟุตบอลให้ได้มากที่สุด

เชียร์ไปสั่นไป

เมื่อพูดถึงสายตา นับพันล้านคู่ที่จ้อง

ท่าทางของนักฟุตบอลทีมชาติ คนโปรดบนต้นหญ้าเขียวขจี อย่าลืมว่านี่คือการปลูกต้นหญ้าบนดินแดนแห่งทะเลทราย

การฟูมฟักต้นหญ้า ในหนึ่งสนามต้องใช้น้ำกลั่นถึง 10,000 ลิตรต่อวันในหน้าหนาว รวมทั้งเพิ่มเป็น 5 เท่าในฤดูร้อน

กาตาร์กล่าวถึงว่ามีการรีไซเคิลน้ำ รวมทั้งลดการใช้น้ำถึง 40% เมื่อเทียบกับการแข่งขันปกติ แต่น้ำจืดพวกนี้ต้องผ่านกระบวนการกลั่น จากโรงกระแสไฟฟ้าฟอสซิลเป็นหลัก รวมทั้งยังไม่นับการขนส่งต้นหญ้า มาจากประเทศสหรัฐ อเมริกา ที่ต้องนำคาร์บอนฟุตพริ้นท์มาคำนวณด้วย

สุดท้ายแล้ว การซื้อคาร์บอนเครดิต 1.8 ล้านตันเพื่อชดเชย การปล่อยคาร์บอน มหาศาล หรือการปลูกต้นไม้หลักหมื่นต้น ดูจะไม่เป็นที่ยอมรับสักเท่าไหร่ เพราะ หลักการที่ง่ายที่สุดของการช่วยโลกร้อน คือการไม่ปล่อยคาร์บอนตั้งแต่แรกเริ่ม

อย่างไรก็ตาม นี่นับว่าเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ที่มีการนำเรื่องของฟุตบอลรวมทั้งโลกร้อน มาเจอกันอย่างเป็นรูปธรรม

บทเรียนของการตั้งเป้าหมายใหญ่ แต่ทำไม่ได้จริง การพัฒนาเทคโนโลยี สร้างสนามแข่ง การสร้างความตระหนักรู้เรื่องสิ่งแวดล้อม ให้กับแฟนกีฬา รวมทั้งการเปิดรับผลประเมินจากองค์กรข้างนอก คงถูกใช้อย่างเข้มข้นในการแข่งขันกีฬาระดับนานาชาติถัดจากนี้

ด้านฟุตบอลยูโรก็ประกาศ จัดการแข่งขันให้เป็นกลางทางคาร์บอน ภายในปี 2030 เหมือนกัน เห็นได้จากการปล่อยแคมเปญให้แฟนบอล ลดการสร้างคาร์บอนฟุตพริ้นท์อย่างต่อเนื่อง

ผล บอลโลก !! อุรุกวัย พบ เกาหลีใต้ 24 พ.ย.65

บอลโลก

ผลการแข่งขัน บอลโลก 2022 กลุ่ม เอช อุรุกวัย เจอ เกาหลีใต้

การแข่งขันฟุตบอลโลก นัดแรกของกลุ่ม เอช เริ่มเกมเกาหลีใต้เปิดเกมบุกเข้าใส่ อุรุกวัย แต่เจาะเข้ากรอบเขตโทษไม่ได้ จนถึงมาในช่วงนาทีที่ 20 อุรุกวัย มีโอกาสได้ขึ้นนำก่อนจากจังหวะที่ดาร์วิน นูนเญซ หลุดเข้ากรอบเขตโทษแต่เตะไม่โดนพลาดยิงประตูขึ้นนำ

เกาหลีใต้พลาดโอกาสทองในการขึ้นนำจากจังหวะยิงหลุดกรอบไปอย่างน่าเสียของฮวาง อุย-โจ กองหน้าตัวเป้า

นาทที่ 42 อุรุกวัยได้ลูกเตะมุมแต่ดิเอโก้ โกดิน โหม่งชนเสาพลาดโอกาสช่วยให้อุรุกวัยขึ้นนำ

จบ 45 นาทีแรกกินกันไม่ลงทั้งยังอุรุกวัย รวมทั้ง เกาหลีใต้ เสมอ 0-0

ตลอดครึ่งหลังเกาหลีใต้เป็นฝ่ายที่ครองบอลรวมทั้งต่อบอลได้เหนือกว่า แต่ก็ไม่มีโอกาสทำประตูแบบจะแจ้ง ด้วยเหตุว่าต้องเจอกับความเก๋าของแนวรับอุรุกวัย ช่วงท้ายเกมพลังโสมเริ่มไม่มีแรง จากที่เคยเข้าบอลดุดัน รวมทั้งสปีดบอลก็ดร็อปลงอย่างมองเห็นได้ชัด ด้านจอมโหดเกือบจะไม่ได้ครองเกมใส่ มีจังหวะบุกแบบฉาบฉวยบ้าง แต่ก็ยังไม่มีโอกาสมากพอที่จะทำประตู แต่หลังจากเปลี่ยนคาวานี่ลงมา แดนหน้าก็ดูเก็บบอลได้มากขึ้น ทำให้เกาหลีใต้ต้องถอยลงไปเน้นเกมรับ

ในช่วงท้ายเกมมีจังหวะยิงชนเสาของบัลเบเด้แทบเป็นประตูชัยให้อุรุกวัยแต่ก็พลาดไป สุดท้ายจบเกม 90 นาทีไม่มีประตูเกิดขึ้น เสมอกัน 0-0 เป็นเกมที่ 4 ใน บอลโลก ครั้งนี้

อุรุกวัยเกาหลีใต้

รายชื่อ 11 ตัวจริง!!  บอลโลก อุรุกวัย เจอ เกาหลีใต้ 24 พ.ย.65

รายชื่อ 11 ตัวจริงของ ทีมชาติอุรุกวัย เจอ เกาหลีใต้

รายชื่อรายชื่อ 11 ตัวจริงของทั้งสองทีม

อุรุกวัย : เซร์คิโอ โรเชต (GK),มาร์ติน คาเซเรส,ดิเอโก้ โกดิน,มาธิอัส โอลิเวร่า,โฆเซ่ ฆิเมเนซ,เฟเดริโก้ บัลเบร์เด้,มาทิอัส เวซิโน่,โรดริโก้ เบนตานคูร์,ฟากุนโด้ เปยิสตรี,หลุยส์ ซัวเรซ,ดาร์วิน นูนเญซ

เกาหลีใต้ : คิม ซึง-กิว (GK),คิม มิน-แจ,คิม มุน-ฮวาน,คิม จิน-ซู,คิม ยอง-กวอน,ฮวาง อิน-บอม,จอง วู-ยอง,นา ซัง-โฮ,ลี แจ-ซอง,ซน ฮึง-มิน,ฮวาง อุย-โจ

ฟุตบอลโลก 2022 นัดที่ 14 ของทัวร์นาเมนต์ เป็นเกมการแข่งขันในรอบแบ่งกลุ่ม (กลุ่ม H) ที่สนามเอดูเคชัน ซิตี้ สเตเดียม โดยอุรุกวัยมาในชุดฟ้า-ดำ เจอกับเกาหลีใต้ในชุดสีแดง

โดย 11 ผู้เล่นของอุรุกวัยมาในระบบ 4-3-3 ประกอบด้วย เซร์คิโอ โรเชต์ (GK), ดีเอโก โกดิน, โฮเซ มาเรีย กิเมเนซ, มาร์ติน กาเซเรส, มาติอัส โอลิเวรา, เฟเดริโก วัลเวร์เด, โรดริโก เบนตันกูร์, มาติอัส เวชิโน, เฟากุนโด เปยิสตรี, หลุยส์ ซัวเรซ รวมทั้ง ดาร์วิน นูนเญซ

ฝั่งเกาหลีใต้มาในระบบ 4-2-3-1 ประกอบด้วย คิมซึงกยู (GK), คิมมุนฮวาน, คิมมินแจ, คิมยองกวอน, คิมจินซู, จองอูยอง, ฮวังอินบอม, นาซังโฮ, อีแจซอง, ฮวังถ่ายอุจจาระยโจ รวมทั้ง ซนฮึงมิน

ผลการแข่งขัน

เกมดำเนินถึงนาทีที่ 20 อุรุกวัยมีโอกาสได้ประตูขึ้นนำ แต่ ดาร์วิน นูนเญซ ชาร์จไม่โดนบอล

นาทีที่ 33 คิมมุนฮวาน เปิดบอลเข้ากลางเขตโทษ แต่ ฮวังอึยโจ ยิงข้ามคานออกไปอย่างน่าเสียดาย

นาทีที่ 42 อุรุกวัยแทบได้ประตูนำจากจังหวะเตะมุม แต่ ดีเอโก โกดิน โหม่งบอลไปชนเสา ส่วนจังหวะสองก็ตามซ้ำไม่ได้ประตู รวมทั้งจบครึ่งแรกด้วยสกอร์ 0-0

ครึ่งหลังนาทีที่ 62 จังหวะสวนกลับของอุรุกวัย เป็นช็อตวิ่งเบียดระหว่าง คิมมินแจ กับ นูนเญซ รวมทั้งเป็นแข้งเกาหลีใต้ไปเสียหลักลื่น แต่สุดท้ายนูนเญซจ่ายบอลไปติดมือของ คิมซึงกยู ทำให้สกอร์ในเกมยังเสมอกัน ท่ามกลางเกมที่เริ่มรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ

นาทีที่ 80 อุรุกวัยได้ลุ้นอีกทีจากจังหวะที่นูนเญซได้ครองบอลก่อนฉีกหนีตัวประกบซัดด้วยขวา บอลหลุดออกเสาไกลไปอย่างน่าเสียดาย

นาทีที่ 89 เฟเดริโก วัลเวร์เด ได้ลองส่องไกลจากนอกกรอบเขตโทษ แต่บอลเช็ดเสาออกไป รวมทั้งถัดจากนั้นไม่ถึง 1 นาที โรเชต์เปิดบอลพลาดไปเข้าเท้าซนฮึงมิน ได้โอกาสยิงไกลบ้าง แต่ก็ยังไม่ดีพอจะบังคับทิศทางบอลให้เข้ากรอบได้

ในช่วงท้ายทั้งยัง 2 ทีมเปิดหน้าแลกเปลี่ยน หันมาใช้จังหวะยิงไกลเพื่อเพิ่มโอกาสทำประตูให้ทีม แต่ท้ายที่สุดไม่มีทีมใดใส่สกอร์กันได้

จบเกม 90 นาที อุรุกวัยเสมอกับเกาหลีใต้ 0-0 แบ่งไปทีมละ 1 แต้ม

สำหรับเกาหลีใต้นัดถัดไปจะเจอกับกานา ในวันที่ 28 พฤศจิกายน เวลา 20.00 น. ส่วนอุรุกวัยจะเล่นกับโปรตุเกสในวันเดียวกัน เวลา 02.00 น.

ซาอุดีอาระเบีย ประกาศวันหยุดพิเศษ ฉลองชัยชนะเหนืออาร์เจนตินา

ซาอุดีอาระเบีย

ซาอุดีอาระเบีย เฉลิมฉลองความมีชัยเหนืออาร์เจนตินาในศึกฟุตบอลโลก 2022 ด้วยการประกาศวันหยุดพิเศษให้ทุกคนในประเทศ

ทางการซาอุดีอาระเบียประกาศให้วันนี้ (23 พ.ย.) เป็นวันหยุดพิเศษ เพื่อเฉลิมฉลองความมีชัยครั้งประวัติศาสตร์ในศึกฟุตบอลโลก 2022 ที่เมื่อวานนี้สามารถเอา ชนะตัวเก็ง อย่างอาร์เจนตินาไปได้ ในรอบแบ่งกลุ่ม ด้วยสกอร์ 2-1 ประตู

โดยวันหยุดพิเศษนี้ จะมีผลทั้งยังในเมืองหลวงริยาดห์ เมืองจิดดาห์ และเมืองอื่นๆรวมทั้งหมู่บ้านทั่วประเทศ ส่วนคนที่ได้หยุดก็ได้แก่เจ้าหน้าที่รัฐทุกคน พนักงานภาคเอกชน และเด็กนักเรียนในทุกช่วงการศึกษา

ซาอุดีอาระเบียประกาศวันหยุดพิเศษ

เมื่อวานนี้ปรากฏ ภาพแผนฟุตบอล ซาอุดีอาระเบีย ออกมาเฉลิมฉลอง

แสดงความยินดี ที่ทีมชาติของตนเองสามารถเอาชนะทีมใหญ่ได้ โดยประชาชนพากันออกมา โบกสะบัดธงชาติซาอุฯ ตามท้องถนนและจัตุรัส รวมทั้งสปอร์ตคาเฟ่และสวนสาธารณะทั่วประเทศ แม้แต่มกุฎราชกุมารแห่งซาอุดีอาระเบีย โมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน เอง ก็ยินดีอย่างยิ่งกับความสำเร็จนี้ และปรากฏภาพโอบกอดกับพี่น้องของเขา

เมื่อวานนี้ยังเกิดปรากฏการณ์ “ถนนโล่ง” ในซาอุดีอาระเบีย เพราะว่าทุกคนพากันเกาะจอรอชมการแข่งขันอย่างใกล้ชิด แม้แต่มหาวิทยาลัยเองยังประกาศหยุดเรียนครึ่งวัน เพื่อนักศึกษาได้กลับไปดูฟุตบอลโลก

ที่ต้องซาอุดีอาระเบียเล่นใหญ่เบอร์นี้เป็นเนื่องจากว่าพวกเขาเฝ้ารอวันที่ ซาอุดีอาระเบียจะมีที่ยืนด้านกีฬาในเวทีโลกมานานแล้ว และความมีชัยเหนืออาร์เจนตินาก็เปรียบได้ดั่งการประกาศยุคสมัยใหม่ของฟุตบอลซาอุฯ

กัสซัน อัลวาน ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดของกระทรวงการเคหะซาอุดีอาระเบีย บอกว่า

“พวกเรามีความสุขมากจากผลสรุปที่เกิดขึ้น มันเป็นการแข่งขันที่ดีที่สุด พวกเราเชื่อถือในผู้เล่นของพวกเรา พวกเราเขียนประวัติศาสตร์ขึ้นมาในค่ำคืนนี้”

ด้าน อับดุลราห์มัน อาเบด บรรณาธิการข่าวสารกีฬา กล่าวว่า “มันน่าเหลือเชื่อ ยิ่งใหญ่ น่าทึ่ง มหัศจรรย์ … ขอแสดงความยินดีกับทุกคน นี่มีความหมายอย่างมากต่อชาวซาอุดีอาระเบียทุกคน สิ่งนี้จะช่วยส่งเสริมทีมอาหรับทุกทีมในฟุตบอลโลก”

ประกาศวันหยุดพิเศษ
ทำความรู้จักกุนซือ ซาอุฯ เคยมีผลงานสุดโหดกับ 3 ชาติมาก่อนดับ “อาร์เจนตินา”

เปิดประวัติ เฮิร์ฟ เรนาร์ด กุนซือทีมชาติซาอุดีอาระเบีย ก่อนจะสร้างตำนานดับ อาร์เจนตินา ของ เมสซี เมื่อวานนี้เขาเคยมีผลงานสุดโหดกับ 3 ชาติมาก่อนแล้ว

วันพุธที่ 23 พฤศจิกายน 2565 ควันหลงหลังจากเกมที่ ซาอุดีอาระเบีย สามารถสร้างเหตุช็อกโลกด้วยการเปิดสนามฟุตบอลโลก 2022 ด้วยการเอาชนะ 1 ในทีมเต็งแชมป์อย่าง อาร์เจนตินา ไปด้วยสกอร์ 2-1 เมื่อช่วงเย็นวานนี้

เฮิร์ฟ เรนาร์ด กุนซือทีมชาติซาอุดีอาระเบีย กลายเป็นคนที่พูดถึงเยอะมากหลังความมีชัยของซาอุฯ ในเกมนี้ ซึ่งมีคนไปขุดประวัติของชายผู้นี้ขึ้นมาพูดถึงกันมาก โดย ปัจจุบันในวัย 54 ปี ผ่านการคุมทีมชาติมาแล้ว 3 ทีมก่อนซาอุฯ

โดยครั้งแรกที่ เฮิร์ฟ เรนาร์ด คุมทีมชาติเกิดขึ้นในปี 2008-2010 โดยคุม แซมเบีย ก่อนจะแยกทางกันไปพักนึงและกลับมาคุม แซมเบีย อีกรอบในปี 2011-2013 โดยที่ปี 2012 เป็นประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของชาติเมื่อสามารถคว้าแชมป์ แอฟริกัน เนชันส์ คัพ ได้สำเร็จ ด้วยการเอาชนะ ไอวอรี โคสต์ ในรอบชิงชนะเลิศ ก่อนจะหนีไปคุมสโมสรในประเทศฝรั่งเศสอยู่หลายปี

ในปี 2014 เฮิร์ฟ เรนาร์ด กลับมาคุมทีมชาติอีกรอบ โดยคราวนี้เป็น ไอวอรี โคสต์ ชาติที่เขาเคยชนะมาแล้ว ซึ่งเจ้าตัวสามารถพา ไอวอรี โคสต์ เป็นแชมป์ แอฟริกัน เนชันส์ คัพ ปี 2015 ได้อีกด้วย ด้วยการเอาชนะ กานา ได้สำเร็จ และเป็นแชมป์สมัยที่ 2 ของ ไอวอรี โคสต์ ในรายการนี้มาจนถึงวันนี้ก็ยังไม่สามารถทำได้อีกเลย

ต่อมาในปี 2016 เจ้าตัวมารับงานกับทีมชาติ โมร็อกโก ก่อนจะใช้เวลาไม่นานพาทีม ไปเล่นฟุตบอลโลก 2018 ที่รัสเซีย ได้สำเร็จ โดยเป็นครั้งแรกของชาติ ที่มาฟุตบอลโลก ในรอบ 20 ปี หลังหนสุดท้ายเกิดขึ้นในปี 1998 ซึ่งแม้คราวนั้นจะมีเพียงแค่ 1 แต้ม แต่ก็ได้รับความไว้วางใจให้ต่อสัญญาไปอีกจนถึงปี 2022 แต่มาถูกไล่ออกตอนปลายปี 2019

หลังจากนั้น ไม่นานในช่วงปลายปี 2019 เจ้าตัวก็มารับงานกับ ซาอุดีอาระเบีย ก่อนจะพาทีมมาฟุตบอลโลก 2022 หนนี้และสร้างประวัติศาสตร์ คว้าชัยเหนือทีมเต็งแชมป์อย่าง อาร์เจนตินา ไป 2-1 เมื่อวานนี้

ยามาฮ่า ตั้งเป้าสร้างประวัติศาสตร์ให้ชาติไทยครองบัลลังก์ ASB1000

ยามาฮ่า

“ยามาฮ่า” พร้อมล่าแชมป์ เอเชีย ตั้งเป้าครองบัลลังก์ ASB1000 ก้าวข้ามขีดจำกัด หวังสร้างประวัติศาสตร์ ทีมไทยทีมแรกคว้าแชมป์รุ่นใหญ่

นายพงศธร เอื้อมงคลชัยรองประธานกรรมการบริหาร นางสาวบัวทิพย์ จันทร์ดำรงกุลรองผู้จัดการใหญ่ด้านวางแผนการค้า บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด เดินทางร่วมให้กำลังใจทัพนักแข่ง ยามาฮ่าไทยแลนด์ เรซซิ่งทีม ในการแข่งขันรถจักรยานยนต์ทางเรียบชิงแชมป์เอเชียโดยในรุ่น ASB1000 ยามาฮ่า ตั้งเป้าคว้าแชมป์ด้วยรถแข่ง YZF-R1M โดยมี อนุภาพ ซามูล #500

มีคะแนนสะสมลุ้นแชมป์อยู่ในอันดับที่ 3 พร้อมคู่ขา อภิวัฒน์ วงศ์ธนานนท์ #24 ลงแข่งขันในการแข่งขัน แล้วก็ในรุ่น SS600 รัฐพงษ์ วิไลโรจน์ #56 แชมป์เก่าลงทำการแข่งขันด้วยรถแข่ง YZF-R6

สำหรับการลุ้นแชมป์ในรุ่น ASB1000 ยามาฮ่าไทยแลนด์ เรซซิ่งทีม ตั้งเป้าในการคว้าแชมป์ประเภทบุคคล เพื่อเป็นของขวัญให้กับแฟนมอเตอร์สปอร์ตชาวไทย แล้วก็เป็นทีมแข่งไทยทีมแรกที่คว้าแชมป์ในรุ่นใหญ่สุดของเอเชีย ส่วนในประเภททีม ยามาฮ่าไทยแลนด์ เรซซิ่งทีม ยังคงมีคะแนนสะสมเป็นผู้นำในการแข่งขันสนามที่ 5

“ตี” อนุภาพ ควงทีมเมทยืนโพเดียม “แสตมป์” อภิวัฒน์ยืนโพเดียม2-3 รุ่นASB1000เรซแรก จ่อคว้า “แชมป์ประเภททีม” ขณะที่รุ่นSS600เรซแรก โฟลท-รัฐพงษ์ กด R6ไล่บี้คู่แข่งจนกระทั่งโค้งสุดท้าย คว้าอันดับ 5 ศึกชิงแชมป์เอเชียสนามสุดท้าย

ยามาฮ่าล่าแชมป์ เอเชีย

คู่ขา “ตี-แสตมป์” ขุนพลนักบิด “ยามาฮ่า ไทยแลนด์ เรซซิ่งทีม”

อย่าง “ตี” อนุภาพ ซามูล #500 แท็กทีมกับ “แสตมป์” อภิวัฒน์ วงศ์ธนานนท์ #24 โชว์ฟอร์มการขับรถที่ดุดันกระชากรถแข่ง Yamaha YZF-R1M แข่งขันคู่แข่งอย่างดุเดือด ก่อนควงคู่ผงาดยืนโพเดียมอันดับที่ 2 แล้วก็ 3 เป็นลำดับได้สำเร็จในสนามโฮมเรซกับการแข่งขันรุ่น Asia Superbike 1000cc ศึกชิงแชมป์เอเชียรายการ FIM Asia Road Racing Championship 2022 สนาม 5 เรซที่ 1

โดยผลงานครั้งนี้ของคู่ขา “ตี-แสตมป์” ทำให้คะแนนสะสมของ “ยามาฮ่า ไทยแลนด์ เรซซิ่งทีม” ขยับเข้าใกล้บัลลังก์ “แชมป์ประเภททีม” เกือบเป็นที่แน่นอนแล้ว ส่วน “ตี” อนุภาพ ซามูล #500 สามารถเก็บแต้มเพิ่มยื้อจนถึงฎีกาในการลุ้นแชมป์รุ่นใหญ่ในเรซสุดท้ายด้วยเหมือนกัน

ขณะที่รุ่น Super Sports 600cc “โฟลท” รัฐพงษ์ วิไลโรจน์ #56 นักบิดสังกัด “ยามาฮ่า ไทยแลนด์ เรซซิ่งทีม” ดีกรีแชมป์เอเชียรุ่น Super Sports 600cc สวมหัวใจนักสู้เต็มร้อยกดคันเร่งรถแข่ง Yamaha YZF-R6 ไล่บู๊แข่งขันชิงเหลี่ยมกับคู่แข่งแบบสุดมันจนถึงโค้งสุดท้าย ก่อนถูกคู่แข่งปะทะทำให้เสียจังหวะหลุดไลน์ไป

แต่ยังสามารถนำรถแข่งเข้าเส้นชัยจบการแข่งขันได้ในอันดับที่ 5 รุ่น Super Sports 600cc ในเกมแข่งขันเรซที่ 1 ศึกชิงแชมป์เอเชียรายการ FIM Asia Road Racing Championship 2022 สนาม 5

ส่วนทางด้านนักบิดไทยที่ลงแข่งขันด้วยการใช้สิทธิ์ไวลด์การ์ดโดยใช้รถแข่ง Yamaha YZF-R6 ลงแข่งขันอย่าง “ไอเดีย” กฤตภัทร เขื่อนคำ #168 สามารถจบการแข่งขันได้ในอันดับที่ 10 เก็บแต้มในรายการชิงแชมป์เอเชียได้สำเร็จ ส่วน “ต๋ง” พีรพงศ์ บุญเลิศ #98, “ฟอง” คณาฑัต ใจมั่น #90 ไม่จบการแข่งขันในเรซนี้

บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด

ขณะที่ในรุ่น ASB1000 “ตี” อนุภาพ ซามูล #500

นักบิดสังกัด “ยามาฮ่า ไทยแลนด์ เรซซิ่งทีม” ฟอร์มสุดแกร่งสวมหัวใจสิงห์ไล่บี้แข่งขันกับคู่แข่งกลุ่มหัวแถวแบบดุเดือด ก่อนกระชากรถแข่ง Yamaha YZF-R1M เข้าเส้นชัยผ่านรับธงตราหมากรุกได้ในอันดับที่ 6 ในการแข่งขันรุ่น Asia Superbike 1000cc ศึกชิงแชมป์เอเชีย

รายการ FIM Asia Road Racing Championship 2022 สนาม 5 เรซสุดท้าย ทำให้สามารถเก็บแต้มสำคัญให้กับทีมได้สำเร็จ ทำให้คะแนนสะสมของ “ยามาฮ่า ไทยแลนด์ เรซซิ่งทีม” ผงาดขึ้นคว้าตำแหน่ง “แชมป์ประเภททีม” รุ่นใหญ่สุดได้อย่างยิ่งใหญ่

ส่วนทีมเมทยืนโพเดียม “แสตมป์” อภิวัฒน์ วงศ์ธนานนท์ #24 เสียท่าล้มจนกระทั่งต้องออกจากการแข่งขันไปอย่างน่าเสียดาย แล้วก็ “ซุป” อนุชา นาคเจริญศรี #109 ที่ร่วมแข่งขันด้วยการใช้รถแข่ง Yamaha YZF-R1M ด้วยสิทธิ์ไวลด์การ์ดนั้น สามารถจบการแข่งขันได้ในอันดับที่ 8 เก็บแต้มจากศึกชิงแชมป์เอเชียได้สำเร็จ

สำหรับโปรแกรมการแข่งขัน FIM Asia Road Racing Championship 2022 สนาม 5 เรซที่ 2 ของรุ่น Super Sports 600cc แล้วก็ รุ่น Asia Superbike 1000cc จะมีขึ้นในวันอาทิตย์นี้ เวลา 15.05 น. เป็นต้นไป โดยสามารถรับชมการถ่ายทอดสดได้ทาง FB: Asia Road Racing Championship

แล้วก็ติดตามข้อมูลข่าวสารสารเพิ่มเติมได้ที่ FB: Yamaha Thailand Racing Team โดยการแข่งขันครั้งนี้จัดขึ้น ณ สนาม ช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จังหวัดบุรีรัมย์

ไทยยามาฮ่ามอเตอร์

มาตามนัด ‘เพียร์ส’ ปล่อยสัมภาษณ์ ‘โด้’ ภาคแรก

เพียร์ส

เพียร์ส มอร์แกน ปล่อยวีดีโอฉบับเต็มพาร์ทแรกของบทสัมภาษณ์  โด้ เว้นเสียแต่ วิจารณ์พัฒนาการที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด, ราล์ฟ รังนิค, เวย์น รูนี่ย์, แกรี่ เนวิลล์ และก็พวกสื่อทั้งหลายแล้ว เหล่าดาวรุ่งยุคใหม่ก็โดนด้วย แต่ยังชื่นชม ดีโอโก้ ดาโลท์ และก็ โอเล่ กุนนาร์ โซลชาร์ อดีตเจ้านาย

หลังจากเกริ่นก่อนเข้ารายการชื่นชมว่า โด้

เป็นนักฟุตบอลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาล มอร์แกน เริ่มยิงคำถามแรก ถึงเหตุผลที่แข้งวัย 37 ปีให้สัมภาษณ์ครั้งนี้

“เพราะว่าผมรู้สึกว่าถึงเวลาต้องบอกอะไรบางอย่าง และก็เป็นเนื่องจากว่า ผมถูกใจคุณ” พร้อมเสียงหัวเราะของทั้งสอง มอร์แกน บอกว่าเขาก็ถูกใจ โรนัลโด้ เช่นกัน แล้วถามต่อเรื่อง แฟนบอลของ “ปีศาจแดง”

“อย่างที่ผมบอกไปหลายต่อหลายที ผมมีแต่สิ่งดีๆจะบอกเกี่ยวกับพวกเขา, แฟนบอลคือสิ่งที่สำคัญที่สุดในวงการฟุตบอล, ผมเล่นเพื่อพวกเขา และก็พวกเขาก็อยู่ข้างผมมาเสมอ

“ผมรู้สึกถึงสิ่งเหล่านั้นทุกหน ตอนผมเดินไปตามท้องถนนแล้วเจอแฟนบอล พวกเขาชื่นชมสิ่งที่ผมทำ และก็สำหรับผมสิ่งที่สำคัญที่สุดในฟุตบอลคือแฟนบอลทุกคน”

โด้

คำถามถัดมา มอร์แกน ย้อนความไปช่วงปีที่แล้ว ถึงข่าวเรื่องย้ายจาก ยูเวนตุส ไป แมนเชสเตอร์ ซิตี้ อริร่วมเมือง

“ว่าตามตรงนะ มันใกล้มากแล้ว, พวกเขาพูดถึงเรื่องนี้อย่างมาก และก็ กวาร์ดิโอล่า บอกไปเมื่อสองสัปดาห์ก่อนว่าพวกเขาพยายามอย่างหนักเพื่อจะได้ตัวผม”

“แต่อย่างที่คุณรู้ ประวัติศาสตร์ของผมอยู่ที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด หัวใจ, ความรู้สึก และก็สิ่งที่ผมเคยทำไว้ก่อนหน้าที่ผ่านมาสร้างความแตกต่าง และก็แน่นอนคือ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน”

“ตอนนั้นในบางมุม ผมก็ค่อนข้างเซอร์ไพรส์เช่นเดียวกัน แต่มันเป็นการตัดสินใจจากเสียงอันดังกึกก้องในหัวใจของผม”

“ผมรู้สึกว่าการบอกคุยกับ เฟอร์กูสัน คือปัจจัยสำคัญ แต่มันเป็นการตัดสินใจของผมเอง และก็ผมไม่เคยเสียใจที่ทำแบบนั้น”

“เซอร์ อเล็กซ์ บอกคุยกับผมแล้วหลังจากนั้นก็บอกว่า ‘เป็นไปไม่ได้เลยที่นายจะย้ายไป ซิตี้’ แล้วผมก็ตอบไปว่า ‘ได้เลยครับ เจ้านาย’,”

“แต่ผมขอย้ำว่ามันเป็นการตัดสินใจจากเจตนาของผมเอง และก็ตอนนั้นมันก็เป็นการตัดสินใจที่ดี”

“ตอนนั้นเป็นช่วงเวลาที่ดี และก็ไม่มีเคยคาดคิดไว้ สิ่งต่างๆเปลี่ยนแปลงภายในเวลา 72 ชั่วโมง ซึ่งไม่ใช่เพียงแค่ แมนฯ ซิตี้ เท่านั้นแต่มีอีกหลายสโมสร”

“แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ไม่ใช่หนึ่งในสโมสรเหล่านั้น และก็มันทำให้ทุกคนแปลกใจ ถึงแม้กระทั่งตัวผมเองก็ด้วย”

หลังจากย้ายกลับ โอลด์ แทรฟฟอร์ด เจ้าของรางวัลบัลลงดอร์ 5 สมัยเปิดตัวสวยงาม ทำคนเดียว 2 ประตูใส่ นิวคาสเซิล ช่วงเดือนกันยายนปีที่แล้ว

“มันเป็นความรู้สึกที่ยอดเยี่ยม แต่ไม่ใช่เพียงแค่เฉพาะวันแข่งเท่านั้น ผมรู้สึกแบบนั้นตั้งแต่สัปดาห์ก่อนหน้าแล้วว่าทุกอย่างได้เปลี่ยนไป, โลกกำลังบอกผมว่า โรนัลโด้ มาถึงบ้านแล้ว, เขากลับมาในสถานที่ซึ่งเขาควรอยู่”

“ฉะนั้นก็เลยเป็นช่วงเวลาอันดีเลิศในการได้กลับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด, ได้โชว์ฟอร์มต่อหน้าแฟนบอลของเรา และก็แน่นอนการยิงได้สองประตูที่ โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด คือการต้อนรับที่ดีที่สุดซึ่งผมเคยได้รับ”

“วันนั้นเป็นวันที่อัศจรรย์และก็น่าจดจำสำหรับผม แน่นอนว่าผมถูกใจได้ยินเพลง ‘วีว่า โรนัลโด้’ จากแฟนบอล และก็อย่างที่บอกไป สำหรับผมแฟนบอลคือทุกอย่าง”

มอร์แกน ถามต่อเรื่องที่ยอดขายเสื้อ โรนัล โด้ หลังย้ายมาร่วม ยูไนเต็ด ทำลายสถิติของ ลีโอเนล เมสซี่ ซึ่งพอได้ยินชื่อสตาร์จาก เปแอสเช ปุ๊ป กัปตันทีมชาติโปรตุเกสก็ฉีกยิ้มกว้างทันที

“แน่นอนว่าผมมีความสุข แต่อย่างที่รู้คือผมไม่เคยติดตามสถิติ, สถิติติดตามตัวผมต่างหาก ฉะนั้นมันเป็นเรื่องดี และก็เป็นอีกหนึ่งสถิติในหนังสือของผม”

เวลาผ่านไปยาวนานหลายสัปดาห์หลัง โรนัลโด้ หวนซบทีม และก็สิ่งต่างๆก็ไม่ได้เป็นไปด้วยดีจนกระทั่ง โซลชาร์ โดนปลด และก็เขาก็ถูกถามถึงความรู้สึกช่วงนี้

“ว่าตามตรงนะ เพียร์ส, ตอนผมเซ็นสัญญากับ แมนเชสเตอร์ ยูไเนต็ด ผมรู้สึกว่าทุกอย่างจะเปลี่ยนแปลงไปแล้วเพราะว่าเวลามันผ่านไปตั้ง 13 ปี… ผมอยู่ มาดริด 9 ปี และก็อีก 3 ปีที่ ยูเวนตุส”

“และก็ตอนผมมาถึง ผมรู้สึกว่าทุกอย่างจะเปลี่ยนแปลงไปแล้ว ทั้งยังเรื่องเทคโนโลยี, โครงสร้างพื้นฐาน และก็ทุกๆเรื่อง”

“แต่ผมก็ต้องแปลกใจในทางที่แย่ เพราะว่าทุกอย่างเหมือนเดิม จากนั้น โอเล่ ก็โดนปลด แล้วไมเคิ่ล คาร์ริค เข้ามารับงานต่ออีก 2 นัด, ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก”

“ความไม่มั่นคงของสโมสร ทำให้ผมแปลกใจมาก และก็ทุกอย่างเหมือนเดิมหมด จนผมรู้สึกว่าพวกเขาเหมือนหยุดนาฬิกาไว้เลย ซึ่งผมไม่เคยคาดคิดไว้มาก่อน”

คำถามถัดมาเป็นเรื่องการที่ โด้ เสริมกองทัพของ ยูไนเต็ด

“ตอนผมถูกเซ็นเข้ามา พวกเขาเสริม ซานโช่ และก็ วาราน มาด้วย ซึ่งเมื่อรวมกับตัวผม ก็ทำให้ผมรู้สึกว่าสิ่งต่างๆกำลังเข้าที่เข้าทางสมกับเป็น แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด”

“แต่อย่างที่คุณบอกไป, เซอร์ อเล็กซ์ ทิ้งช่องว่างใหญ่ไว้ที่สโมสร ไม่ใช่เพียงแค่เขาเท่านั้นแต่มีอีกคนที่ผมรู้สึกว่าเคยสร้างความแตกต่าง คือ เดวิด กิลล์ ประธานสโมสร, เขาเป็นคนที่ดีมากๆ”

“โครงสร้างรอบตัว เซอร์ อเล็กซ์ ก็มีความสำคัญเช่นกัน และก็ผมรู้ดีว่า แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ไม่เหมือนเดิมแล้ว แต่ผมไม่รู้สึกว่ามันจะมีช่องว่างใหญ่ขนาดนั้นหลังจากเวลาผ่านไป 10 ปี”

“ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงทั้งสิ้น ทั้งยังสระว่ายน้ำ, อ่างจาคุซซี่ หรือถึงแม้กระทั่งโรงยิม”

“ถึงแม้แต่เรื่องเทคโนโลยีบางอย่าง, โรงครัวและก็เหล่าเชฟ ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่น่ารักและก็ผมสำนึกในบุญคุณของพวกเขา! แต่พวกเขาก็หยุดพัฒนาไปซึ่งเป็นสิ่งที่ผมแปลกใจมาก”

“ผมเคยรู้สึกว่าจะได้มองเห็นสิ่งที่ต่างออกไป ทั้งยังเรื่องเทคโนโลยีและก็โครงสร้างพื้นฐาน แต่โชคร้ายที่พวกเราเห็นว่าหลายอย่างยังคงเหมือนตอนผมอายุ 21, 22, 23 ปี, ผมแปลกใจสุดๆ”

“นับตั้งแต่ เซอร์ อเล็กซ์ อำลาทีมไป ความมองเห็นของผมคือ พัฒนาการของ ยูไนเต็ด เท่ากับศูนย์, เมื่อเปรียบเทียบเทียบกับ เรอัล มาดริด หรือถึงแม้กระทั่ง ยูเวนตุส แล้ว พวกเขาตามหลังทีมอื่นทั่วโลก”

“ทั้งยังเรื่องเทคโนโลยี โดยเฉพาะในการฝึกซ้อม, โภชนาการและก็การรับประทานอาหารที่เหมาะสม และก็การฟื้นฟูร่างกาย สิ่งพวกนี้ทำให้ผมแปลกใจ”

“เมื่อนำ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในตอนนี้ไปเทียบกับสโมสรเหล่านั้น ผมรู้สึกว่าพวกเขายังตามหลังอยู่ ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมแปลกใจมาก”

“สโมสรระดับ ยูไนเต็ด ควรจะอยู่ในระดับท็อป และก็โชคร้ายที่พวกเขาไม่ใช่ แต่ผมหวังว่าในหลายปีข้างหน้า พวกเขาจะไปถึงระดับนั้นได้”

มอร์แกน ถามต่อว่าต่อขานการที่ ยูไนเต็ด แต่งตั้ง รังนิค คือการตัดสินใจที่น่าตลกจริงหรือไม่

“มันเป็นแบบนั้นอย่างแน่นอน, หลังจาก โอเล่ พวกเขาตั้งผู้อำนวยการกีฬา ราล์ฟ รังนิค, นั่นเป็นสิ่งที่ไม่มีใครเข้าใจ”

เพียร์ส ปล่อยสัมภาษณ์

“ชายคนนี้ไม่ใช่โค้ชด้วยซ้ำ สโมสรใหญ่อย่าง ยูไนเต็ด แต่งตั้งผู้อำนวยการกีฬา ทำให้คนทั่วโลกแปลกใจไม่ใช่เพียงแค่ผมเท่านั้น, หากคุณไม่ได้เป็นถึงแม้กระทั่งโค้ช คุณจะเป็นนายใหญ่ให้ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ได้อย่างไร?

“มันเป็นเรื่องที่ผมควรบอกว่า ยูไนเต็ด ไม่ได้เดินตามคราวทางสู้ความสำเร็จดังทีมอื่น อย่างอย่างเช่น ลิเวอร์พูล, ซิตี้, เชลซี ตามหลังทีมพวกนี้ 1-2 ก้าว เพราะว่าความผิดพลาดลักษณะนี้”

“ผมรู้สึกว่า ยูไนเต็ด ควรปรับแก้และก็มีการเปลี่ยนแปลงทีมงาน หรือผู้อำนวยการ หรือประธานสโมสร หรือใครก็ไม่รู้ที่อยู่เบื้องหลังปัญหานี้

“ผมไม่เคยได้ยินชื่อ รังนิค มาก่อน, ผู้คนที่ผมบอกคุยด้วยไม่มีใครรู้จักเขา ไม่มีใครเลย”

“ผมเคารพ รังนิค และก็เรียกเขาว่าเจ้านาย ดังโค้ชทุกคนที่ผมเคยผ่านมา แต่ลึกๆข้างใน ผมไม่เคยมองดูเขาเป็นเจ้านาย เพราะว่าผมมองเห็นบางอย่างซึ่งผมไม่เห็นด้วย”

“อีกอย่างคือ รังนิค หยุดเวลาของเขาไว้เช่นกัน เพราะว่าเมื่อคุณไม่ได้เป็นโค้ชมาตลอด 5 ปีหลัง คุณจะเสียตัวตนของคุณในฐานะโค้ชไป”

มอร์แกน ถามต่อเรื่องที่ รังนิค ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวว่า โด้ เพรสซิ่งไม่มากพอ

“ว่าตามตรงนะ เป็นสิ่งที่ผมไม่เข้าใจเลย, พวกโค้ชคนใหม่เข้ามา แล้วหลังจากนั้นก็รู้สึกว่าพวกเขาเจอ โคคา-โคล่า ขวดสุดท้ายในทะเลทราย ทั้งยังที่กีฬาฟุตบอลถูกผลิตขึ้นมาตั้งหลายปีแล้ว”

“แต่ผมเคารพโค้ชทุกคน, ผมเคารพวิธีการทำงาน, ความคิดเห็น และก็ทัศนคติที่แตกต่าง แต่เมื่อถึงจุดๆนึงผมก็ค่อนข้างจะไม่เห็นด้วย ซึ่งผมเป็นแบบนี้มาตลอดชีวิต”

“ผมร่วมงานกับโค้ชที่ดีที่สุดของโลกมาตลอด ซีดาน, อันเชล็อตติ, มูรินโญ่, แฟร์นานโด ซานโตส, อัลเลกรี ฉะนั้นผมค่อนข้างมีประสบการณ์ เพราะว่าผมเรียนรู้จากพวกเขา”

“ฉะนั้นเมื่อผมมองเห็นโค้ชคนใหม่เข้ามา และก็ต้องการปฏิวัติฟุตบอล ผมไม่เห็นด้วยและก็มีความมองเห็นของตน ส่วนพวกเขาก็ไม่เห็นด้วยเช่นกัน แต่มันก็เป็นส่วนหนึ่งของวงการนี้”

“สุดท้ายแล้วผมอยู่ในทีมเพื่อช่วยคว้าแชมป์ และก็ต้องการใช้ประสบการณ์ของผมช่วยเหลือทีมอยู่เสมอ โค้ชบางคนไม่มองเห็นด้วยกับผม และก็นั่นเป็นส่วนหนึ่งของงาน”

มอร์แกน ถามต่ออย่างรวดเร็วทันใจว่า รังนิก รู้หรือไม่ว่ากำลังทำอะไรที่สโมสรอย่าง ยูไนเต็ด

“ไม่อ่ะ พวกเขาไม่รู้, พวกเขารู้จักสโมสรเป็นอย่างดี แต่ไม่รู้ถึงความสำคัญหลักภายในสโมสร ไม่รู้ประวัติศาสตร์สโมสรด้วย ซึ่งทำให้ผมแปลกใจมากกว่าเดิมอีก”

“เมื่อคุณปลด โอเล่ โซลชาร์ ออก คุณควรแต่งตั้งผู้จัดการทีมระดับท็อป ไม่ใช่ผู้อำนวยการกีฬา”

ประเด็นต่อมา โรนัลโด้ ถูกถาว่า โซลชาร์ ควรโดนปลดหรือไม่

“ผมรัก โซลชาร์ เขาเป็นคนระดับท็อป เพราะว่าสิ่งที่ผมเก็บเอาไว้ภายในใจของผมก็คือหัวใจของคนๆนั้น และก็สำหรับผม เขาเป็นคนระดับท็อป”

“โค้ชระดับท็อป? แน่นอนว่า โซลชาร์ ไม่ได้มองหาในสิ่งที่เขาต้องการ เป็นเรื่องยากในการรับงานหลังจาก เซอร์ อเล็กซ์ แต่ผมรู้สึกว่าเขาทำได้ดี และก็เขาต้องการเวลามากกว่านี้”

“ผมไม่สงสัยเลยว่า โซลชาร์ จะเป็นโค้ชที่ดีในอนาคต แต่มันเป็นประสบการณ์ที่ดี ฉะนั้นผมพอใจมากที่ได้รวมงานกับเขา ถึงจะเป็นช่วงเวลาสั้นๆ”

ประเด็นถัดมา โด้ ถูกถามเรื่องเหล่าดาวรุ่งในทีม

“ผมไม่รู้สึกว่าพวกเขาไม่ได้เคารพผู้เล่นที่ประสบการณ์ หรืออายุมากกว่า แต่พวกเขาเกิดในยุคสมัยที่แตกต่างออกไป, ผมสามารถบอกแบบนั้นได้ เพราะว่าผมมีลูกอายุ 12 ปี, ทัศนคติของพวกเขาไม่เหมือนเดิม”

“ความกระหายของพวกเขาแตกต่างออกไป ผมรู้สึกว่าพวกเขาได้สิ่งต่างๆมาง่ายดายกว่า ทุกอย่างเป็นเรื่องง่ายไปหมด ทำให้พวกเขาไม่ได้รับผลกระทบ พวกเขาก็เลยไม่สนใจ”

“ผมไม่ได้หมายถึงเพียงแค่เฉพาะไม่กี่คนใน ยูไเนต็ด แต่หมายถึงดาวรุ่งในทุกทีมทุกลีคทั่วโลก, พวกเขาไม่ดังยุคของผม แต่คุณก็โทษพวกเขาไม่ได้ เพราะว่านั่นเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตและก็เทคโนโลยีใหม่ซึ่งทำให้พวกเขาไขว้เขว”

“พวกเขายอมรับฟัง แต่นั่นเป็นเหตุผลที่่พวกเรามีหูสองข้าง พวกเขายอมรับฟังจากหูข้างหนึ่งและก็ทะลุไปอีกข้างนึง”

“ซึ่งไม่ทำให้ผมแปลกใจ ขณะเดียวกันมันก็ค่อนข้างน่าเสียดาย แม้พวกเขามีตัวอย่างที่ดีที่สุดอยู่ข้างหน้า แต่กลับไม่เลียนแบบในสิ่งที่คุณทำเป็นอย่างน้อย”

“สำหรับผมนั่นเป็นเรื่องที่ค่อนข้างแปลก เพราะว่าผมจำได้ว่าตอนผมอายุ 18, 19, 20 ปี ผมเฝ้าดูผู้เล่นที่ดีที่สุดอยู่เสมอ ฟาน นิสเตลรอย, เฟอร์ดินานด์, รอย คีน และก็ กิ๊กส์”

“นั่นเป็นเหตุผลที่ผมประสบความสำเร็จอย่างยาวนาน เพราะว่าผมดูแลทั้งยังสภาพร่างกาย, จิตใจ และก็สมอง, เป็นเพราะว่าผมเฝ้าดูพวกเขาเหล่านั้น และก็พยายามเรียนรู้”

“ผมไม่ใช่คนประเภทที่จะถูกใจให้คำแนะนำ เพราะว่าผมมักจะทำให้ดูเป็นตัวอย่าง, ผมไปสนามซ้อมทุกเช้าและก็ทำในสิ่งเดิมๆ, ผมอาจไปถึงที่นั่นเป็นคนแรกและก็กลับเป็นคนสุดท้าย”

“ผมใช้รายละเอียดต่างๆแทนคำกล่าว เพราะว่าอย่างที่ผมบอกไป พวกเขายอมรับฟัง แล้วอีกสองนาทีก็ลืม และก็ทำในสิ่งที่รู้สึกว่าดีกว่า นั่นเป็นเหตุผลที่ผมใช้การกระทำเป็นตัวอย่าง และก็มีบางคนทำตาม – แต่ไม่มากนัก”

“พวกเขาไม่สนใจ – บางคนสนใจ แต่จำนวนมากไม่ ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลก และก็เป็นไปไม่ได้เลยที่อาชีพของพวกเขาจะยั่งยืน”

“ในยุคของผม คุณมองเห็นผู้เล่นหลายคนอยู่ในระดับท็อปจนกระทั่งอายุ 36, 37, 38 และก็ผมรู้สึกว่าสำหรับยุคนี้ คุณจะใช้มือข้างเดียวนับได้เลยว่ามีกี่คนที่ไปถึงระดับนั้น”

“หากถามผมว่ามองเห็นอะไรที่อยู่ในเหล่าดาวรุ่ง ยูไนเต็ด ผมอาจสามารถเอ่ยชื่อ ดีโอโก้ ดาโลท์ – เขาอายุน้อย, ฉลาด และก็เป็นมืออาชีพสุดๆฉะนั้นไม่ต้องสงสัยเลยว่าเขาจะมีอาชีพค้าแข้งที่ยั่งยืน”

“พวกเรายังมีผู้เล่นอายุน้อยอีกมาก แต่มันเป็นเรื่องยาก, คาเซมิโร่ อายุขึ้นเลข 3 แล้ว, อาจจะ ลิซานโดร มาร์ติเนซ ล่ะมั้ง แต่ผมขอเลือก ดาโลท์”

ประเด็นถัดมา คือเรื่องที่ เบลล่า ลูกสาวของ โรนัลโด้ ป่วยเป็นโรคหลอดลมอักเสบ หลังลืมตาดูโลกได้เพียงแต่ 3 เดือน โดยก่อนหน้านั้นลูกชายชื่อ อังเกล ที่เป็นแฝดเสียชีวิตไปก่อนแล้ว

“นั่นอาจเป็นช่วงเวลาที่แย่ที่สุดในชีวิตผม นับตั้งแต่พ่อผมเสีย, เมื่อคุณมีลูก คุณคาดหวังว่าทุกอย่างจะเป็นปกติ แล้วผมก็เจอปัญหานี้

“ทำให้ทั้งยังผมและก็ จีโอ (แฟนสาวของโรนัลโด้) เจอสถานการณ์ที่ยาก เพราะว่าพวกเราไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น และก็เพราะเหตุใดถึงต้องเกิดสังกัดพวกเรา”

“และก็อย่างที่คุณรู้ ฟุตบอลก็แข่งถัดไปอย่างรวดเร็วทันใจมาก มีการแข่งขันหลายรายการโดยไม่ได้หยุดพัก การผ่านช่วงเวลานั้นอาจเป็นเรื่องที่ยากที่สุดในชีวิตผม”

“ในตอนแรก จีโอ กลับมาถึงบ้าน แล้วลูกๆก็เริ่มถามคำถามว่า น้องอีกคนอยู่ไหน? น้องอีกคนอยู่ไหน?”

“แน่นอนว่าผมต้องคุยกับลูกชายคนโต เพราะว่าเขาอายุ 12 ปีและก็สามารถรับรู้ได้ทุกเรื่อง ผมมีการบอกคุยที่ดีกับเขา”

“พวกเราร้องไห้ด้วยกันในห้องนอนของเขา แล้วหลังจากนั้นก็อธิบายสิ่งต่างๆ, เขาเข้าใจ แต่ขณะเดียวกับสับสน”

“ลูกๆ คนอื่นถามเรื่องนี้บนโต๊ะอาหาร และมันเป็นขั้นตอนที่ยาก หลังเวลาผ่านไป 1 สัปดาห์ ผมเลยตัดสินใจเผยความจริงอย่างซื่อตรงกับพวกเขาโดยการบอกว่า อังเกล ไปอยู่ในสวรรค์แล้ว”

“มันเป็นเรื่องดีกว่าที่จะพูดแบบนั้น และเราเริ่มใช้วิธีนี้ ซึ่งเด็กๆ ก็เข้าใจเสมอมา, เมื่อเราพูดคุยกับบนโต๊ะอาหาร พวกเขาบอกว่า ‘พ่อครับ ผมทำสิ่งนี้เพื่อ อังเกล’ แล้วก็ชี้นิ้วขึ้นฟ้า”

“ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมชอบที่สุด เพราะคุณก็รู้ว่านั่นเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต และผมจะไม่โกหกลูกตัวเอง ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ยาก แต่ขณะเดียวกันผมก็รู้สึกว่ามีความเป็นพ่อคน และสนิทกับพวกเขามากขึ้น”

“ผมสนิทกับ จีโอ มากขึ้น แน่นอนว่าเราเป็นเพื่อนกัน แต่ดูเหมือนว่าผมจะให้ความรักกับเธอมากขึ้น และทำให้ผมมีมุมมองชีวิตที่ต่างออกไป”

ความสูญเสียของ โรนัลโด้ ทำให้แฟนบอลของ ลิเวอร์พูล ทีมคู่แค้น ปรบมือให้กำลังใจพร้อมร้องเพลง You’ll Never Walk Alone ในช่วงนาทีที่ 7 ของเกมที่ลงเจอกัน

“ผมไม่เคยคิดมาก่อนว่าพวกเขาจะทำแบบนั้น, ผมขอใช้โอกาสนี้ กล่าวขอบคุณทุกคนที่อังกฤษ สำหรับน้ำใจของพวกเขา ไม่ใช่แค่ ลิเวอร์พูล แต่ทั่วทั้งอังกฤษเลย”

“ผมได้รับจดหมายจากราชวงศ์เช่นกัน และผมแปลกใจมาก, มันเป็นเรื่องที่น่าเหลือเชื่อ และนี่คือเหตุผลที่ผมให้ความเคารพประเทศและผู้คนที่อังกฤษอย่างมาก เพราะพวกเขาดีต่อผมสุดๆ ในช่วงเวลาที่ยากลำบาก”

4 วันให้หลังจากช่วงเวลาอันยากลำบาก ยูไนเต็ด ประกาศว่า เอริค เทน ฮาก เตรียมเข้ามาเป็นผู้จัดการทีมคนใหม่ ซึ่ง มอร์แกน ถาม โรนัลโด้ ว่า รู้จักกุนซือชาวดัทช์รายนี้หรือไม่

โรนัลโด้

“ผมรู้จักเขานิดหน่อย จากผลงานที่ อาแย็กซ์”

ยูไนเต็ด จบฤดูกาลที่แล้วด้วยอันดับ 6 และมีเสียงวิจารณ์บางส่วนพุ่งเป้าไปที่ โรนัลโด้ และ เพียร์ส ก็ถามเรื่องนี้

“มันเป็นเรื่องง่ายในการชี้นิ้วมาที่ผม เมื่อคุณต้องการปกปิดเรื่องอื่นๆ และดูเหมือนว่าพวกสื่อ ต้องการเอาผมขึ้นหน้าหนึ่ง เพราะพวกเขารู้ว่าคนจะสนใจและขายข่าวได้มากขึ้น”

“ผมอายุ 37 ปีและเคยชินกับชีวิตแบบนั้นแล้ว, ผมเรียนรู้ว่าเมื่อคุณถึงจุดต่ำสุด หรือจุดสูงสุด คุณจะไม่รู้ตัวและมองไม่เห็นสิ่งที่เคยเห็นมาก่อนหน้านี้”

“เป็นเรื่องดีที่ผมผ่านช่วงเวลาอันย่ำแย่ เพราะมันทำให้เห็นว่าใครอยู่ข้างคุณบ้าง และใครวิจารณ์คุณมากกว่าคนอื่น”

“พวกเขารอคอยจังหวะแบบนี้ เพราะพวกเขาไม่ชอบเห็นคนประสบความสำเร็จ และพยายามพูดถึงเรื่องแง่ลบเท่านั้น”

“ผมกับครอบครัวรู้สึกว่าช่วง 4 หรือ 5 เดือนหลัง สื่อทั่วโลกวิจารณ์ผมหนักยิ่งกว่าเดิมอีก ซึ่งผมก็ไม่เข้าใจว่าทำไม แม้แต่สื่อโปรตุเกสก็วิจารณ์ผมหนัก ผมไม่เข้าใจจริงๆ”

“แต่ผมเชื่อว่า ความอิจฉา เป็นส่วนหนึ่งของคำวิจารณ์เหล่านั้น และพวกเขาต้องการฉายแสงไปที่เรื่องนึง เพื่อปกปิดอีกเรื่องนึงไว้”

“ผมอยู่ในระดับท็อปมา 21 ปี ดังนั้นผมรู้วิธีรับมือเรื่องนี้ และมันไม่ใช่ปัญหา แต่มันเป็นเรื่องยากในการฟังคำวิจารณ์เหล่านี้ เมื่อสภาพจิตใจของคุณกำลังแย่”

“ข้อดีของผมคือ ผมไม่ชอบอ่านข่าว, ผมรู้ว่า 99 เปอร์เซนต์คือเรื่องโกหก และสื่อคือพวกขยะ ไม่ใช่ทุกคนแต่ส่วนใหญ่ขยะ”

“พวกเขาโกหกอยู่เป็นประจำ พยายามโจมตีและปล่อยข่าวเสียหายให้ครอบครัวผม แล้วผมจะอ่านข่าวพวกนี้ไปทำไม เพราะผมรู้อยู่แล้วว่าพวกเขาต้องการให้ผมรู้สึกแย่”

โรนัล โด้ มียอดติดตามบนโซเชียลมีเดียทุกแพลทฟอร์มรวมกันมากที่สุดในโลก แล้ว มอร์แกน ก็ถามถึงเรื่องนี้

“ผมรู้สึกดีและภาคภูมิใจกับเรื่องนี้ มันมีความหมายกับผมมาก เพราะหมายความว่าผู้คนชื่นชอบผม และผมคิดว่าผมเป็นคนมีสเน่ห์”

“บางทีผมก็สงสัยเหมือนกันว่า ทำไมผมถึงเป็นอันดับ 1? ทำไมต้องผม? และพูดตามตรง ไม่ใช่แค่เพราะว่าผมเล่นฟุตบอลได้ดี เพราะทุกคนรู้ดีอยู่แล้วเรื่องนี้”

“ผมคิดว่าปัจจัยอื่นก็มีส่วน, คุณต้องมีสเน่ห์ และต้องมีความสัมพันธ์บางอย่างกับผู้คน, การที่คุณดูดี ก็ช่วยได้เหมือนกันนะ”

“ผมไม่รู้ว่าเหตุผลที่แท้จริงคืออะไร, ผมเหมือนกับผลไม้ที่ทุกคนอยากลองกัด เหมือนกับสตรอว์เบอร์รี่นั่นแหละ, มันอาจจะฟังดูไม่ค่อยเมคเซนส์เมื่อเป็นภาษาอังกฤษ”

“ผมสนใจเฉพาะผู้คนที่ชื่นชอบผมเท่านั้น ผมไม่เสียเวลากับคนที่ไม่ชอบผม”

“ผมต้องการรายล้อมไปด้วยผู้คนที่รักผม ผมไม่เสียเวลาฟังคำวิจารณ์คนที่เคยอยู่ข้างผม พวกอดีตผู้เล่นทั้งหลายเป็นต้น”

มอร์แกน ถามต่อทันทีเรื่องคำวิจารณ์จาก เวย์น รูนี่ย์ อดีตเพื่อนร่วมทีมคนสำคัญ

“ผมไม่เข้าใจเหมือนกัน เพียร์ส, คุณควรไปถามเรื่องนี้กับเขาเอง เพราะผมก็ไม่รู้เหมือนกัน”

“ผมไม่รู้ว่าทำไมเขาถึงวิจารณ์ผมหนักขนาดนั้น ผมไม่รู้ว่าเขาอิจฉาผมหรือเปล่า”

“หนึ่งปีหรือ 6 เดือนที่แล้ว เขาเพิ่งมาที่บ้านผมเพื่อรับลูกๆ ของเขากลับ แล้วก็ชวนลูกผมไปเตะบอลกันที่บ้านของเขา”

“ผมไม่เข้าใจคนแบบนี้ ผมไม่รู้ว่าพกวเขาแค่อยากจะขึ้นข่าวหน้าหนึ่ง หรืออยากได้งานใหม่ หรือด้วยเหตุผลอะไรก็ไม่รู้”

“บางทีอาจเป็นเพราะความอิจฉา เพราะเขาเลิกเล่นตั้งแต่อายุ 30 กว่า ส่วนผมยังเล่นในระดับสูงสุด”

“ผมจะไม่บอกว่าผมดูดีกว่าเขา ถึงจะเป็นความจริงก็ตาม… แต่มันเป็นเรื่องยากที่่จะรับฟังคำวิจารณ์แง่ลบเหล่านั้น จากคนที่เคยเล่ยร่วมกันคุณ อีกตัวอย่างก็เช่น แกรี่ เนวิลล์”

“ทุกคนสามารถมีความเห็นได้ แต่พวกเขาไม่รู้ว่าอะไรเกิดขึ้นบ้างในสนามซ้อม หรือแม้แต่สิ่งต่างๆ ในชีวิตผม”

“พวกเขาไม่ควรรับฟังมุมมองจากด้านเดียว พวกเขาควรฟังมุมมองของผมเช่นกัน เพราะมันเป็นเรื่องง่ายในการวิจารณ์ เมื่อคุณไม่ได้รับรู้เรื่องราวทั้งหมด”

“พวกเขาไม่ใช่เพื่อนผม เป็นแค่เพื่อนร่วมงาน เราไม่กินข้าวเย็นด้วยกัน”

“แต่นั่นเป็นส่วนหนึ่งในการเดินทางของผม พวกเขาวิจารณ์ผมตลอดเวลา ดังนั้นผมแค่เดินหน้าต่อไปพร้อมกับผู้คนที่ชื่นชอบผม”

“การวิจารณ์คนอื่นเป็นเรื่องง่าย และผมไม่รู้ว่าเมื่อพวกเขาได้งานออกทีวีแล้ว พวกเขาจะต้องวิจารณ์คนอื่นเพื่อให้มีชื่อเสียงมากขึ้นหรืออย่างไร”

“พวกเขาไม่ใช่คนโง่ และกำลังอ้างชื่อของผมให้เป็นประโยชน์ ซึ่งผมเข้าใจดีว่าผมต้องรับคำวิจารณ์ให้ได้”

“ถึงเรื่องนี้จะไม่ถึงขั้นทำให้ผมนอนไม่หลับ แต่ก็เป็นเรื่องยากในฟังอดีตเพื่อนร่วมงาน และเพื่อนร่วมทีมวิจารณ์คุณโดยเห็นมุมมองจากด้านเดียว”

อดีตเพื่อนร่วมทีมบางคนยังให้การสนับสนุน โรนัลโด้ อยู่ เช่น ริโอ เฟอร์ดินานด์ และ รอย คีน ซึ่ง มอร์แกน ก็ถามถึงการซัพพอร์ทจากสองคนนี้

“มันมีความหมายกับผมมาก เพราะผมเคยอยู่ในห้องแต่งตัวเดียวกับพวกเขา และพวกเขาเป็นส่วนหนึ่งในการเดินทางโลกฟุตบอลของผมเช่นกัน”

“อย่างที่เคยบอกไปหลายครั้ง สำหรับผม รอย คีน คือ กัปตันที่ดีที่สุดตลอดกาล, ริโอ เฟอร์ดินานด์ ช่วยเหลือผมเป็นอย่างมาก และเราเคยเป็นเพื่อนบ้านกัน”

“ทั้งสองคนนี้เป็นคนดีมากๆ ไม่ใช่แค่เพราะพวกเขาพูดเรื่องดีๆ เกี่ยวกับตัวผม แต่สมัยยังเล่นอยู่ พวกเขามีตัวตนในห้องแต่งตัว และเป็นนักฟุตบอลโดยแท้ จึงรู้วิธีคิดและวิธีปฏิบัติของเหล่าผู้เล่น”

บทสัมภาษณ์ โรนัลโด้ ภาคแรกจบลงเพียงเท่านี้ โดยภาคสองจะออกฉายต่อเนื่องวันพฤหัสบดีที่จะถึงนี้

อันโตนิโอ หนุน ‘ไรซ์’ ว่าที่กัปตันสิงโตคนต่อไป

อันโตนิโอ

มิคาอิล อันโตนิโอ กองหน้าของ เวสต์แฮม ยูไนเต็ด มั่นใจว่า เดแคลน ไรซ์ เพื่อนร่วมสังกัด เหมาะสมเป็นกัปตันทีมชาติอังกฤษคนต่อไป

ไรซ์ ซึ่งรับช่วงต่อปลอกแขนกัปตันเวสต์แฮมจาก มาร์ค โนเบิ้ล ก้าวมาเป็นกำลังหลักของทีมชาติอังกฤษภายใต้การคุมทีมของ แกเร็ธ เซาธ์เกต นับตั้งแต่เดบิวต์ในปี 2019

เขาโชว์ฟอร์มดีเลิศในศึกยูโร 2020 เมื่ออังกฤษได้รองแชมป์ รวมทั้งดาวเตะวัย 23 ปีถูกเลือกติดทีมชาติลุยศึกฟุตบอลโลกเป็นหนแรกด้วย

รวมทั้งหลังจากเป็นเพื่อนร่วมสังกัดมาหลายปี อันโตนิโอมั่นใจว่า ไรซ์ มีคุณสมบัติในการแทนที่ แฮร์รี่ เคน สำหรับบทบาทกัปตัน “สิงโตคำราม”

มิคาอิล อันโตนิโอ

เมื่อถูกถามว่า ไรซ์ จะเป็นกัปตันทีมชาติอังกฤษในอนาคตได้หรือไม่ อันโตนิโอ ตอบกับ SPORTbible “แน่นอน 100 เปอร์เซ็นต์”

“ตอนนี้เขายังเด็ก แต่ก็เป็นกัปตันทีมเวสต์แฮมด้วย คุณคงมองเห็นแล้วว่าตอนนี้เขาเป็นผู้นำแบบไหน ด้วยเหตุว่างั้นเขามีประสิทธิภาพที่จะเป็นกัปตันทีมชาติอังกฤษ”

“เขามีคาแร็กเตอร์, ตอนนี้เขาสู้หน้าที่กัปตันกับเวสต์แฮม ด้วยเหตุว่างั้นการสานต่องานนั้นที่ทีมชาติอังกฤษเป็นเรื่องง่ายดายสำหรับเขา”

“เขาลงเล่นมากมายตั้งแต่อายุยังน้อย กับทีมชาติอังกฤษก็ด้วย รวมทั้งเมื่อ แฮร์รี่ อายุมากขึ้นเรื่อยๆ, ผมคิดว่าเขาเหมาะสมเป็นกัปตันคนต่อไปอย่างแน่นอน”

คาดว่า ไรซ์ จะประสานงานกับ จู๊ด เบลลิงแฮม กองกลางของ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ให้ทีมชาติอังกฤษในศึกฟุตบอลโลก 2022

เบลลิงแฮม โชว์ฟอร์มเด่นกับ ดอร์ทมุนด์ ในฤดูกาลนี้ รวมทั้ง อันโตนิโอรู้สึกตื่นเต้นที่จะได้มองเห็นอดีตมิดฟิลด์เบอร์มิงแฮมกับ ไรซ์ จับคู่แผงมิดฟิลด์

“พวกเขาคือบ็อกซ์ทูบ็อกซ์ทั้งสอง, ขึ้นรวมทั้งลงในสนาม คุณจะมองเห็นได้ว่าตอนนี้ จู๊ด เบลลิงแฮม ทำประตูได้มากมาย” อันโตนิโอกล่าว

“เดค ไม่ใช่พวกจอมยิง แต่เป็นสายทำลายเกมรุก, เอาชนะได้ยาก พวกเขาเป็นทั้งนักฟุตบอลคุณภาพรวมทั้งประสิทธิภาพสูง กล่าวตามตรงผมกล่าวว่ามีประสิทธิภาพสูงคงไม่ได้ด้วยซ้ำ ด้วยเหตุว่าตอนนี้พวกเขากำลังแสดงออกมาให้มองเห็นแล้ว”

อันโตนิโอ เวสต์แฮม ยูไนเต็ด

รู้จัก ‘มิคาอิล อันโตนิโอ’ ว่าที่ผู้ท้าชิงรองเท้าทองคำ พรีเมียร์ลีก ซีซั่นนี้!

ถ้าถามหากองหน้าใน พรีเมียร์ลีก ที่ฟอร์มฮ็อตเป็นประจักษ์ชัดที่สุด คงหนีไม่พ้นชื่อของ มิคาอิล อันโตนิโอหนึ่งในนักฟุตบอลที่แข็งแกร่งที่สุดในประวัติศาสตร์สโมสรเวสต์แฮม ยูไนเต็ด แต่มีน้อยคนนักที่จะรู้จักประวัติส่วนลึกที่น่าสนใจของเขา

ดาวยิงเวสต์แฮม ยูไนเต็ดมีชื่อเต็มว่า มาคาอิล เกรกอรี่ อันโตนิโอเกิดเมื่อวันที่ 28 มีนาคม ปี 1990 ที่วอนส์เวิร์ธ อำเภอทางตอนใต้ของกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ เติบโตขึ้นมาภายใต้การดูแลเลี้ยงดูจากครอบครัวบริทิชผิวสี ที่มีเชื้อสายเดิมมาจากจาไมก้า

พ่อแม่ของอันโตนิโออาศัยอยู่ด้วยกันมานานกว่า 30 ปี รวมทั้งแม้ว่าปัจจุบันนี้พวกเขากำลังอยู่ในช่วงวัย 60 ถ้าลองคำนวณดู นั่นหมายความว่าพวกเขาได้ให้กำเนิดลูกชายคนนี้ในช่วงอายุหลัง 30 ปีแล้ว

อันโตนิโอถูกเลี้ยงรวมทั้งเติบโตมาในโซนใต้ของลอนดอน รวมทั้งย่าน วอนส์เวิร์ธ ที่เขาวิ่งเล่นมาตั้งแต่ยังเล็ก ช่วงหนึ่งถูกรายล้อมไปด้วยวัฒนธรรมที่แก๊งค์อันธพาลออกมาสร้างความวุ่นวายรวมทั้งหวาดกลัวชนิดประสบพบเห็นได้ทั่วๆไป

ในช่วงวัยเด็กของเขา เหตุการณ์ในระแวกแถวบ้านไม่ว่าจะเป็นทำร้ายร่างกาย ชกต่อย ใช้อาวุธมีดแทง ยิงกัน ดูราวกับจะเป็นเรื่องปกติที่ไม่ได้แปลกอะไรเลยในวัยที่เขายังเป็นผู้เรียน เพราะเหตุว่าเหตุการณ์ที่คนนอกมองว่าป่าเถื่อนรวมทั้งเลวร้ายพวกนี้ ตัวเขากลับมองเห็นมันกับตาตัวเองมาแล้วทั้งนั้น

“เพื่อนผมบางคนก็ถูกแทงตาย หรือหากแม้แต่บางคนก็ถูกยิงซึ่งๆหน้าผม แต่ไม่ตายนะ ผมมองเห็นมาหมดแล้วจริงๆเชื่อผมสิ มันเป็นเรื่องปกติสำหรับที่นั่นเลย ที่คุณจะได้มองเห็นพวกแก๊งค์พวกนั้นแสดงการกระทำเช่นปีศาจร้ายออกมาสู่ผู้บริสุทธิ์ ถ้าเป็นศึกระหว่างต่างแก๊งค์ก็รบราฆ่าฟันไม่หยุด” อันโตนิโอเคยกล่าวไว้กับเดอะ ซัน

“เมื่อเรื่องที่ว่ามีคนแถวบ้านถูกแทงเข้าหูใครสักคน เขาคนนั้นก็จะมีปฏิกิริยาตอบกลับไปว่า โอเค.. ถูกแทงงั้นหรอ? แล้วหลังจากนั้นก็เดินจากไปราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น มันไม่ใช่เรื่องประหลาดเลยเมื่อได้ยินว่ามีคนถูกมีดแทง มีแต่คำถามหวังดีที่อยากรู้ว่าผู้โชคร้ายเป็นอะไรมากหรือเปล่า? บาดเจ็บมากไหม? เพียงแค่นั่นล่ะที่เป็นสนทนาปกติของที่นั่น”

ด้วยสภาพแวดล้อมโดยรอบที่ไม่ดี ออกไปทางแย่เลยทีเดียว เด็กๆหลายคนในระแวกนั้นมีโอกาสสูงที่จะถูกชักจูงเข้าไปสู่หนทางที่ผิด แต่โชคดีที่สำหรับ อันโตนิโอแล้ว ฟุตบอลราวกับสิ่งที่พระผู้เป็นเจ้าประธานมาให้เขา มันช่วยฉุดเด็กน้อยคนนี้ออกจากตัวเลือกผิดๆรวมทั้งความหายนะที่ความไร้เดียงสาอาจจะพาเขาถล้ำลึกลงไปแบบกู่ไม่กลับ

แตกต่างจากนักฟุตบอลอาชีพชาวอังกฤษคนอื่น ๆ อันโตนิโอไม่ใช่เด็กที่วิ่งเล่นกับลูกฟุตบอลในสวนหลังบ้าน หรือตบเท้าเข้าสู่อะคาเดมี่ชั้นหนึ่งตั้งแต่อายุ 6-7 ขวบ เส้นทางนี้มันไม่ได้สวยหรู ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ที่จะได้เล่นให้กับสโมสรใหญ่ๆตั้งแต่เยาวชน รวมทั้งก้าวขึ้นมาติดทีมชาติชุดใหญ่ ชีวิตเขาไม่ใช่แบบนั้น

เขาออกสตาร์ทรวมทั้งสัมผัสเส้นทางลูกหนังช้ากว่าเด็กทั่วๆไป อันโตนิโอมีอายุ 12 ปีแล้วในวันที่ตัดสินใจเข้าร่วมเป็นนักฟุตบอลเยาวชน กับ ทู้ดติ้ง แอนด์ มิตแช่ม ยูไนเต็ด ศูนย์ฝึกอะคาเดมี่กึ่งอาชีพ ตั้งอยู่แถวเขตเมอร์ตัน เมืองทางตะวันตกเฉียงใต้ของกรุงลอนดอน

เขาฝึกฝีเท้ารวมทั้งศึกษาความชำนาญฟุตบอลกับที่นั่นนาน 6 ปี ก่อนที่จะสอดแทรกขึ้นทีมชุดใหญ่เมื่อฤดูกาล 2007/08 มาถึงตอนนี้ความมุ่งที่ต้องการจะก้าวขึ้นเป็นนักฟุตบอลอาชีพอย่างสุดกำลัง ไม่ใช่ความฝันเพ้อเจ้อของเด็กวัยหนุ่มย่านชุมชนที่เต็มไปด้วยการมั่วสุมอย่างเขาอีกต่อไป

แม้ว่าจะไม่ใช่อะคาเดมี่ระดับชั้นนำหรือโด่งดังอะไร แต่ ทู้ดติ้ง แอนด์ มิตแช่ม ยูไนเต็ด ในนามสโมสรกึ่งอาชีพนี้ ก็เคยสร้างนักฟุตบอลที่มีชื่อเสียงมาแล้วเช่นกันไม่ว่าจะเป็น อเล็กซ์ สเต็ปนี่ย์ อดีตผู้รักษาประตูระดับตำนานของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ผู้ลงเล่นให้ต้นสังกัด เกิน 500 นัด หรือ ดาริโอ กราดี้ อดีตปราการหลังชาวอิตาลี ที่ผันตัวเองไปทำหน้าที่ผู้จัดการทีมฟุตบอล ซึ่งได้คุมทั้ง วิมเบิลดัน, คริสตัล พาเลซ, ครูว์ อเล็กซานดร้า

มิคาอิล

อันโตนิโอไม่ต้องต้องใช้เวลานานในการสร้างความประทับใจ

รวมทั้งเป็นที่จดจำอย่างเร็วทันใจในวงการลูกหนังอาชีพ ในช่วงที่เล่นฟุตบอลกับทีมชุดใหญ่ใหม่ ๆเขามักจะถูกแฟนบอลเรียกว่า ‘อัลฟ่า เมล’ เป็นคำแสลงใช้เรียกบุคคล ผู้มีภาวการณ์ผู้นำรวมทั้ง มีความชำนาญทางการกีฬาสูง แข้งหนุ่มรายนี้มีคุณลักษณะเด่นคือร่างอสูรกาย ที่ทั้งแข็งแกร่ง เร็วทันใจ รวมทั้งมีเทคนิคพราวแพรวอยู่ในคน ๆ เดียวกัน เกียรติศักดิ์ของเขาก็เริ่มเป็นที่รู้จักกว้างขวางมากขึ้น หลังซัดไปถึง 33 ประตู จากการลงสนาม 45 นัด

การไต่ลำดับอย่างเร็วทันใจในทีมชุดเยาวชนของแต่ละช่วงอายุ ทำให้เขาเป็นที่คุ้นหูคุ้นตาของบรรดาแมวมองจากสโมสรต่าง ๆ กระทั่งกลายเป็นที่พูดถึงรวมทั้งหมายปองจากหลายแห่ง ที่หวังต้องการจะดึงตัวนักฟุตบอลร่างกายกำยำรายนี้ไปอัพสกิลต่อ

พรสวรรค์สูงแบบนี้ การอยู่สโมสรโนเนมย่อม ไม่ใช่เป้าหมายอยู่แล้ว อันโตนิโอคว้าโอกาสงามย้ายไปร่วมทีมกับ เรดดิ้ง ด้วยค่าตัว 25,000 ปอนด์ จากคำแนะนำของ บิลลี่ สมิธ อดีตผู้จัดการทีมฟุตบอล ทู้ดติ้ง แอนด์ มิตแช่ม ยูไนเต็ด ที่ไปแนะนำให้ อลัน พาร์ดิว ซึ่งเป็นอดีตผู้จัดการทีมของเรดดิ้ง สกิดทีมดังจาก เดอะ แชมเปี้ยนชิพ อังกฤษ ให้เซ็นอันโตนิโอไปร่วมทีม

เขาโลดแล่นกับเรดดิ้งนาน 4 ปี แต่ก็ไม่ค่อยมีโอกาสเล่นกับทีมเท่าไหร่ ถูกส่งยืมตัวออกไปอย่างตลอด ทั้งกลับไป ทู้ดติ้ง แอนด์ มิตแช่มในปีที่สอง , เชลเทนแฮม ทาวน์ ,เซาแธมป์ตัน ,โคลเชสเตอร์ รวมทั้ง เชฟฟิลด์ เว้นส์เดย์ รวมทั้งกับผลงานยิงไปได้เพียงแค่ 1 ประตู จากการลงสนาม 28 นัดให้เรดดิ้ง นั่นเท่ากับเส้นทางแรกกับ เดอะรอยัลส์ ดูราวกับจะยังไม่เป็นไปตามอย่างที่ควรจะเป็น..

ปี 2012-2014 ได้เข้าไปร่วมค้าแข้งในสโมสร เชฟฟิลด์ เว้นส์เดย์ อย่างเป็นทางการด้วยสัญญาถาวร ลงสนามมากกว่า 64 นัด ส่วน ปี 2014-2015 ย้ายซบ น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ ลงเล่นมากกว่า 50 นัด รวมทั้งปีนี้เองที่เขาสร้างแรงสั่นด้วยการเอารางวัลผู้เล่นดีเลิศประจำฤดูกาลดังกล่าว

เวสต์แฮม ยูไนเต็ด มิคาอิล อันโตนิโอ

ฟอร์มที่เขาระเบิดกับฟอเรสต์ทำให้เจ้าตัวตกเป็นแคนดิเดทในการถูกดึงตัวขึ้นมาลองของในพรีเมียร์ลีก ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 1 เดือนกันยายนปี 2015 อดีตนักฟุตบอลนอกลีกสานฝันของตัวเองให้เป็นจริงด้วยการย่างเท้าขึ้นมาสู่ลีกสูงสุดของประเทศ ซึ่งเป็นอะไรที่เหนือความคาดหมายไปมาก สำหรับเด็กที่เติบโตมาในย่านที่มีสภาพห้อมล้อมไม่เอื้ออำนวย

เวสต์แฮม ยูไนเต็ด ยอมทุ่มเงินถึง 7 ล้านปอนด์ในการดึงตัว มิคาอิล อันโตนิโอมาร่วมทีม เพราะเหตุไรถึงใช้คำว่าทุ่มเงินกับราคานี้ ? ด้วยเหตุว่าอย่าลืมว่าเขาไม่ใช่นักฟุตบอลที่มีโปรไฟล์สวยหรือเกียรติประวัติน่าเชิดชูอะไรมากมาย แต่การลงทุนในครั้งนี้มันก็ได้แลกเปลี่ยนมาซึ่งนักฟุตบอลฝีเท้าดีที่มีทั้งพลังงานเหลือแหล่ ความเร็วสูง รวมทั้งสายตาอันเฉียบแหลมที่พร้อมพังตาข่ายคู่แข่งทุกเมื่อ

ซีซั่นแรก ก็จัดการซัดไปถึง 8 ประตู จากการลงสนาม 26 นัด ในพรีเมียร์ลีก ทั้งยังยังมีทีเด็ดคือลูกทุ่มไกลที่ทำแสบใส่ทีมเล็กทีมใหญ่มาแล้ว แต่ทว่าบางครั้งเขาก็ไม่ได้รับโอกาส แต่เจ้าตัวก็ยังทรหดอดทน เฝ้ารอวันที่จะได้พิสูจน์ตัวเอง ยอมถูกโค้ชส่งลงไปเล่นแบ็คขวาก็เคยมาแล้ว ด้วยเหตุว่ามีความเร็วรวมทั้งร่างกายที่แข็งแกร่งคงจะช่วยเกมรับได้ เขาประพฤติตนติดดิน มีความเป็นมืออาชีพ ไม่ว่าจะเล่นแบ็ค เล่นปีก หรือกองหน้า ก็พร้อมรับใช้ทีมเสมอ ขอเพียงแค่โค้ชเอ่ยปากสั่งมา

แม้ว่าจะถนัดเล่นในตำแหน่งปีก ทั้งยังยังถูกมองว่าผู้เล่นอรรถประโยชน์เล่นได้ทั่วสนาม แต่ดูดังว่า อันโตนิโอเองก็มีสัญชาติญาณการทำประตูในตำแหน่งกองหน้าที่ไม่แพ้ใครเหมือนกัน ยิงประตูสัมผัสเลข 2 หลักในช่วง 2 ฤดูกาลหลัง กระทั่งได้เปลี่ยนบทบาทเป็น ‘หมายเลขเก้า’ อย่างถาวร โดยเฉพาะในช่วงต้นซีซั่นนี้ที่เจ้าตัวแผลงฤทธิ์เป็นหัวหอกที่อันตรายที่สุดคนหนึ่งบนลีกสูงสุดอย่างปฏิเสธไม่ได้

ดาวยิงร่างยักษ์ วัย 31 ปีฉลองการเปลี่ยนจากเบอร์ 30 มาใส่เบอร์ 9 ฤดูกาลนี้ ด้วยการทำประตูแซง เปาโล ดิ คานิโอ ตำนานขุนค้อนขึ้นเป็นผู้เล่นที่ยิงในพรีเมียร์ลีกมากสุดตลอดกาลของสโมสร รวมทั้งคว้าตำแหน่งผู้เล่นดีเลิศประจำส.ค. รวมถึงปัจจุบันนี้นำเป็นดาวซัลโวสูงสุดของลีกยิงไปแล้ว 5 ประตู พร้อมด้วยความหวังของเดวิด มอยส์ ว่าเจ้าตัวจะสามารถรักษาการเล่นที่มีประสิทธิภาพแบบนี้เอาไว้ต่อไปได้ยาวๆหรือถ้าให้ดีก็ขอให้จัดแจ่มๆแบบนี้ตลอดจนจบซีซั่น

 

อันโตนิโอ แฟนสาว

ในมุมชีวิตรักของ อันโตนิโอไม่เคยถูกถ่ายทอดหรือพูดถึงต่อหน้าต่อตาสื่อ

ด้วยเหตุว่าความรักของเขามันไร้เรื่องดราม่าที่คนต้องการอ่านบนข่าวดังมากจนถึงขั้นได้ขึ้นหน้าหนึ่ง ภายใต้ภาพลักษณ์ของนักฟุตบอลที่ประสบความสำเร็จรวมทั้งมีท่าทางแฮปปี้ อันโตนิโอได้รับกำลังใจที่สำคัญจากภรรยาสุดที่รักที่มีจิตใจสุภาพอย่าง เดบบี้ วิทเทิ้ล

ทั้งสองพบกันครั้งแรกเมื่อเดือนมกราคม ปี 2011 สถานะจากเพื่อนสนิทค่อยๆเปลี่ยนเป็นคนทราบใจ กระทั่งกระทั่งกลายเป็นรักแท้ รวมทั้งเมื่อวันที่ 6 กรกฏาคม ปี 2017 อันโตนิโอก็ได้สวมสูทตัวเนี๊ยบเข้าพิธีการวิวาห์กับแฟนสาวที่ เอ็กซ์คลูซีฟ คันทรี เฮ้าส์ สแตมฟอร์ดเชียร์ สถานที่ที่ใช้รับรองงานแต่งงานของเหล่าคนผู้คนที่มีหน้าตาในสังคม ก่อนต่อมาจะมีโซ่ทองคล้องใจ ลูก 3 คนแสนสวยอย่าง ไมค์ จูเนียร์ , ไมล์ส ,รวมทั้งไมร่า

ไม่มีใครสนใจว่าเขาเติบโตมาจากไหน เพียงแต่วันนี้ทุกคนรู้จักเขาในฐานะนักฟุตบอลตำนานขุนค้อนที่ทำประตูในลีกมากที่สุดในประวัติศาสตร์สโมสร เส้นทางของเขาช่างน่าติดตามต่อรวมทั้งแน่นอนว่ามันไม่ได้หยุดไว้เท่านี้ สู้ต่อไป.. ความภาคภูมิใจใหม่ของเวสต์แฮม ยูไนเต็ด รวมทั้งที่ขาดไม่ได้เลย ‘ทู้ดติ้ง แอนด์ มิตแช่ม ยูไนเต็ด’ จุดกำเนิดของความแข็งแกร่งเกินต้านทาน

มัสต์แฮฟ-มัสต์แครี่ กฎเข้มลิขสิทธิ์ ฟุตบอลโลก เจ็บ-จุก วงจรธุรกิจกีฬา

มัสต์แฮฟ มัสต์แครี่

เหลือเวลาอีกไม่ถึง 10 วัน การแข่งขัน ฟุตบอลโลก 2022 จะเริ่มเปิดฉากฟาดแข้งกันอย่างเป็นทางการ ที่กรุงโดฮา ประเทศกาตาร์ ระหว่างวันที่ 20 พฤศจิกายน-18 ธันวาคม 2565

ส่วนหนึ่งให้จุดโฟกัสอยู่กับเกมลูกหนังที่จัดขึ้นทุกๆวงรอบ 4 ปี หากแม้ทีมฟุตบอลไทยจะยังไม่มีโอกาสเข้าร่วมฟาดแข้งฟุตบอลโลก แต่สำหรับคนไทยแล้วนั้นฟุตบอลโลกสำคัญต่อคนกลุ่มหนึ่งที่คาดหวังจะได้รับชมการถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก ขณะเดียวกันก็ต้องเข้าใจว่า มีคนไทยอีกกลุ่มหนึ่งที่ไม่ได้สนใจแล้วก็ติดตามฟุตบอลโลก

ฟุตบอลโลก

แน่นอนว่าสำหรับ ฟุตบอลโลก มันคือเกมกีฬาที่จะสะกดจิตคนไทย

ในส่วนของการซื้อลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก 2022 กับผู้ครอบครองลิขสิทธิ์อย่างสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) ยังคงเป็นปัญหาใหญ่ เป็นวาระระดับประเทศที่เกิดขึ้นซ้ำไปซ้ำมา…

ต้นตอปัญหาเกิดขึ้นเมื่อตอนฟุตบอลโลก 2014 บริษัท อาร์เอส จำกัด (มหาชน) ซื้อลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลก 2014 มาเรียบร้อยแล้ว จากนั้นคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ แล้วก็กิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ดันไปออกกฎ มัสต์แฮฟ (Must Have) 7 มหกรรมกีฬาที่คนไทยต้องดูฟรีประกอบด้วย ซีเกมส์, อาเซียนพาราเกมส์, เอเชี่ยนเกมส์, เอเชี่ยนพาราเกมส์, โอลิมปิกเกมส์, พาราลิมปิกเกมส์ แล้วก็ฟุตบอลโลก

แถมยังมีกฎควบคู่กันนั่นคือ มัสต์แครี่ (Must Carry) ที่ระบุว่า ต้องดำเนินการให้ทุกแพลตฟอร์มให้คนไทยได้ชมแบบฟรี ๆ

ฟุตบอลโลกตอนปี 2014 นั่นคือผลิตภัณฑ์สินค้า 1 ตัว ที่ภาคเอกชนลงทุนเพื่อแสวงหาผลกำไรตามวิถีทางของการดำเนินงานธุรกิจ แต่เมื่อ Must Have แล้วก็ Must Carry ประกาศออกมาย้อนหลัง มันคือฝันร้ายของอาร์เอส ณ เวลานั้น เพราะว่าผลิตภัณฑ์สินค้าที่มีอยู่ในมือ บูดเน่า ทันที

ตอนนั้นอาร์เอส โดย เฮียฮ้อ สุรชัย เชษฐโชติศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อาร์เอส จำกัด (มหาชน) ยื่นฟ้องร้องต่อศาลปกครอง เพราะว่าคิดว่า Must Have แล้วก็ Must Carry ที่ออกมาจากภาครัฐนั้นไม่มีความยุติธรรมกับอาร์เอส

ตอนนั้นศาลปกครองให้การคุ้มครองอาร์เอส แล้วก็ภาครัฐต้องเข้าไปเยียวยาจ่ายค่าทำขวัญให้อาร์เอสจนไม่ขาดทุนกับเงินที่จ่ายไป แถมยังวุ่นวายในส่วนที่ประชาชนคนไทยที่ลงทุนซื้อกล่องบอกรับสัญญาณของอาร์เอสเพื่อจัดเตรียมดูฟุตบอลโลก 2014 ไปแล้วต้องคืนกล่อง แล้วก็อาร์เอสต้องคืนเงินลูกค้ากันวุ่นวายไปหมด

นับตั้งแต่ปี 2014 กฎ Must Have แล้วก็ Must Carry ยังคงตามหลอกหลอน

แล้วก็บ่อนทำลายวิถีทางธุรกิจกีฬาลงอย่างทั้งมวล ประเทศที่เขาเคารพในกติกานั้น ภาครัฐจะไม่เข้าไปแทรกแซงการค้าเสรีที่ภาคเอกชนกล้าลงทุน ปล่อยให้เป็นไปตามวิถีทางธุรกิจ หรือถ้าหากภาครัฐต้องการเข้าไปร่วมมือกับภาคเอกชนในการดำเนินการก็เป็นเรื่องที่สามารถทำได้ แต่ต้องอยู่ภายใต้การเจรจากับผู้ครอบครองลิขสิทธิ์ที่ได้สิทธิบริหารมาจากฟีฟ่า

ตอนฟุตบอลโลก 2018 ก็วุ่นวายในเรื่องการซื้อลิขสิทธิ์เพราะว่าภาครัฐต้องลงทุนส่วนหนึ่งแล้วก็ไป หักคอ ภาคเอกชนรายใหญ่ระดับประเทศอีกส่วนหนึ่งมาร่วม ทั้ง ๆ ที่พวกเขาเหล่านั้นไม่ได้เต็มใจที่จะมาเปิดตลาดทางธุรกิจกับผลิตภัณฑ์ฟุตบอลโลก

มาถึงฟุตบอลโลก 2022 เอเยนต์ของฟีฟ่ารู้อยู่แก่ใจว่าประเทศไทยนั้นยังไงก็ต้องซื้อลิขสิทธิ์แน่ ๆ แล้วก็ต้องซื้อ ฟูล แพคเกจ ถ่ายทอดสด 64 แมตช์ผ่านทุกแพลตฟอร์ม เพราะว่ายังมีข้อตกลง Must Have แล้วก็ Must Carryอยู่ โดยเหตุนี้ เอเยนต์ฟีฟ่าก็เลยเรียกราคามาในส่วนประเทศไทย 38 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 1,399,920,000 บาท (อัตราแลกเปลี่ยน ณ วันที่ 10 เดือนพฤศจิกายน2565)

ตัวเลขดังกล่าวทำให้ผู้เชี่ยวชาญในแวดวงกีฬา รวมทั้งคนฟุตบอลไทยต่างต้องตกใจแล้วก็แปลกใจ เพราะว่าตัวเลขมันสูงกว่าหลาย ๆ ประเทศทั้งในอาเซียน, เอเชีย แล้วก็ยุโรป รวมไปถึงประเทศไทยถูกเรียกค่าลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดฟุตบอลโลกแพงกว่าสหรัฐอเมริกาอีกด้วยอย่างนั้นหรือ…???

กสทช.

ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์หนาหูว่า

ตัวเลขดังกล่าวเกิดจาก ข้อเรื่องจริง ที่ฟีฟ่า โก่ง ราคาประเทศไทย หรือมีการปรับแต่งตัวเลขกันจนไปถึงหลัก 38 ล้านเหรียญสหรัฐ แต่ในเรื่องการดำเนินการคือ การกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) ในฐานะคนรับผิดชอบในการเจรจากับฟีฟ่า ต้องหาเงินมาซื้อลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก 2022 เป็นเงิน 1,600 ล้านบาท

กกท.ก็เลยตัดสินใจขอรับการสนับสนุนงบประมาณจาก กสทช.ในฐานะที่ออกกฎ Must Have แล้วก็ Must Carry กีดกันจนทำให้ไม่มีภาคเอกชนรายใดกล้ามาลงทุนซื้อ

กรณีดังกล่าวมีทั้งฝ่ายที่เห็นด้วย แล้วก็ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย แต่ดูประหนึ่งว่าเสียงไม่เห็นด้วยจะ หนาหู กว่าเยอะแยะ บ้างก็บอกว่า ถ้าหากจะนำเงินภาครัฐซื้อลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลก 1,600 ล้านบาท นำเงินไปแก้ไขปัญหาเรื่องปากท้องที่คนไทยต้องเผชิญกับปัญหาเศรษฐกิจ น้ำหลากอยู่ดีกว่าหรือไม่…???

บทสรุปบอร์ด กสทช.ไฟเขียวอนุมัติงบประมาณมาให้ กกท.วงเงิน 600 ล้านบาท ในการไปซื้อลิขสิทธิ์ แต่…ต้องเข้าใจว่า กกท.ขอไป 1,600 ล้านบาท ยังขาดอยู่อีก 1,000 ล้านบาท คำถามคือ กกท.จะไปเอาเงินจากส่วนไหนมาเพิ่มเติม

ล่าสุด วันที่ 10 พฤศจิกายน มีข่าวซุบซิบว่ารัฐบาลเจรจากับภาคเอกชนรายใหญ่ระดับประเทศ 5 ราย เพื่อขอเงินช่วยเหลือรายละ 200 ล้านบาท เพื่อนำมาโปะส่วนที่ขาดอีก 1,000 ล้านบาท เพื่อไปรวมกับเงินของ กสทช. 600 ล้านบาท ในการไปซื้อลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลก 2022 ชนิด โค้งสุดท้าย ก่อนเริ่มการแข่งขันเพื่อคนไทยได้รับชมการถ่ายทอดสดกับแบบฟรี ๆ

คำถามคือ เพราะเหตุใดประเทศไทยต้องรอให้ถึงเวลาโค้งสุดท้ายในการดำเนินการเจรจากับฟีฟ่า ทั้ง ๆ ที่ฟุตบอลโลกจัดแข่งขัน 4 ปีครั้ง เวลาที่ผ่านมา 4 ปี ทำอะไรกันอยู่…?

คำถามต่อมาคือ เพราะเหตุใดรัฐบาลยังปล่อยให้ กสทช.บังคับใช้กฎ Must Have แล้วก็ Must Carry ทั้ง ๆ ที่รู้อยู่แล้วว่ากฎดังกล่าวเป็นปัญหามานับตั้งแต่ปี 2014…?

อีกคำถามคือ เพราะเหตุใดรัฐบาลถึงยอมที่จะเสียเงินรัฐทุก ๆ วงรอบ 4 ปี ในการต้องไปซื้อลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลกให้คนไทยได้รับชมแบบฟรี ๆ เพราะเหตุใดไม่ยอมรับกติกา ธุรกิจกีฬา…?

ณ เวลานี้ กสทช.เริ่มรู้ตัวแล้วว่า Must Have แล้วก็ Must Carry ที่ตนเองผลิตขึ้นมากลายเป็นหอกกลับมาทิ่มแทงตนเองเพราะว่าทุก ๆ 4 ปี ต้องเสียเงินของ กสทช.ไม่มากก็น้อยในการไปช่วยซื้อลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลก โดยเหตุนี้ กสทช.จัดเตรียมประกาศถอด ฟุตบอลโลก ออกจาก Must Have โดยให้คงไว้ 6 มหกรรมกีฬาคือ ซีเกมส์, อาเซียนพาราเกมส์, เอเชี่ยนเกมส์, เอเชี่ยนพาราเกมส์, โอลิมปิกเกมส์ แล้วก็พาราลิมปิกเกมส์

ข้อดีของการถอด ฟุตบอลโลก ออกจาก Must Have

คือ เปิดทางภาคเอกชนสามารถกลับเข้าไปร่วมประมูลซื้อลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดฟุตบอล แล้วก็คืนระบบ ธุรกิจกีฬา กลับสู่ตลาดกีฬา

ฟุตบอลโลก 2026 ที่สหรัฐอเมริกา, เม็กซิโก แล้วก็แคนาดา ร่วมกันเป็นเจ้าภาพ จะมีภาคเอกชนกลับเข้าไปลงทุนซื้อลิขสิทธิ์มาแสวงหากำไร ซึ่งคนไทยต้องเคารพในกติกา อาจต้อง เสียเงิน ในการดูฟุตบอลโลกเพราะว่าเราต้องเรียนรู้วัฒนธรรมกีฬาของโลกมันพัฒนาไปไกลเกินกว่าที่จะมานั่งรอรัฐบาลซื้อมาให้ดูแบบฟรี ๆ กันได้แล้ว

แต่สำหรับฟุตบอลโลก 2022 คนไทยได้ดูถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก 2022 แบบฟรี ๆ เป็นการทิ้งทวน 64 แมตช์อย่างแน่นอน

แม้ว่าจะกระท่อนกระแท่น ชนิดต้องลุ้นกันแบบใจหายใจคว่ำว่าจะได้ดูฟุตบอลโลก 2022 กันหรือไม่…!!!

นักวิเคราะห์คาดดีลขาย ลิเวอร์พูล อาจแพงที่สุดในโลก

ดีล ขาย ลิเวอร์พูล อาจแพงที่สุดในโลก

นักวิเคราะห์ของ โกลบอลดาต้า บริษัทรับวิเคราะห์ข้อมูลมีชื่อเสียงได้ออกมาเปิดเผยว่า ดีลการขาย ลิเวอร์พูล สโมสรยักษ์ใหญ่ใน พรีเมียร์ลีก อาจกลายเป็นดีลที่มีมูลค่าสูงที่สุดในวงการกีฬา หลังจากที่ เอฟเอสจี ประกาศพร้อมขายทีมแบบสายฟ้าแลบเมื่อวันก่อน ตามรายงานจากลิเวอร์พูลเอ็คโค

ผู้ครอบครองทีม หงส์แดง อย่าง เฟนเวย์ สปอร์ต กรุ๊ป ได้มีแถลงการณ์ออกมาเมื่อช่วงหัวค่ำของวานนี้ในประเทศไทย เกี่ยวกับการเปิดรับข้อเสนอจากผู้ลงทุนที่สนใจแล้วก็การพร้อมเปลี่ยนแปลงการเป็นเจ้าของทีมหากมีข้อเสนอที่น่าพอจเข้ามา โดยพวกเขาได้มอบหมายให้ธนาคารรายใหญ่ 2 แห่งในสหรัฐอเมริกาดำเนินการเรื่องนี้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

มีรายงานตามมาว่ามูลค่าของลิเวอร์พูล ที่ถูกประเมินไว้โดยนิตยสาร ฟร็อบส์ นั้นสูงถึง 3.6 พันล้านปอนด์ ในขณะที่ คอนราด เวียเซ็ค หัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์ด้านกีฬาของ โกลบอลดาต้า เชื่อว่าทางกลุ่มทุนจากอเมริกาตั้งเป้าในการขายสโมสรเอาไว้สูงถึง 4 พันล้านปอนด์ หรือประมาณ5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

“การขายทีมลิเวอร์พูล นั้นประเมินเอาไว้ว่าอาจจะสูงถึง 5 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งเพียงแต่ซีซัน 2022-2023 เพียงฤดูกาลเดียว สโมสรสามารถทำเงินจากการหาสปอนเซอร์เพียงอย่างเดียวได้สูงถึง 160 ล้านดอลลาร์”

ซึ่งหากการซื้อขายประสบความสำเร็จจะทำให้ลิเวอร์พูล กลายเป็นทีมที่มีราคาแพงที่สุดในวงการกีฬา ทำลายสถิติ 4.65 พันล้านดอลลาร์จากการขาย เดนเวอร์ บรองโก้ส์ ทีมอเมริกันฟุตบอลมีชื่อเสียงใน เอ็นเอฟแอล เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมาลงได้

ดีล ขาย ลิเวอร์พูล
สื่อดังเผย FSG ประกาศพร้อมขาย ลิเวอร์พูล

เฟนเวย์ สปอร์ต กรุ๊ป หรือ FSG กลุ่มทุนจากอเมริกาออกมาประกาศพร้อมที่จะฟังข้อเสนอในการขอซื้อลิเวอร์พูล สโมสรยักษ์ใหญ่แห่งศึก พรีเมียร์ลีก จากบรรดานายทุนแล้วก็มหาเศรษฐีใหญ่อย่างเต็มที่ หลังจากที่ทำการบริหารทีมมา 12 ปีเต็มนับตั้งแต่ปี 2010 เป็นต้นมา ตามรายงานจากลิเวอร์พูลเอ็คโค

กลุ่มทุนจากแดนมะกันเข้าเทคโอเวอร์ หงส์แดง จาก ทอม ฮิคส์ แล้วก็ จอร์จ ยิลเล็ค เมื่อปี 2010 ด้วยเงินจำนวน 300 ล้านปอนด์ ในขณะที่หลังจบฤดูกาล 2021-2022 ที่ผ่านมาพวกเขาสามารถสร้างมูลค่าให้กับสโมสรแห่งนี้ได้สูงกว่า 3 .6 พันล้านปอนด์เลยทีเดียว

เอ็คโค อ้างรายงานล่าสุดจาก ดิแอตเลติก โดย เดวิด ออนสตีน ผู้สื่อข่าวมีชื่อเสียงได้ระบุว่า ทาง FSG กำลังมองหาผู้ลงทุนรายใหม่ที่จะเข้ามาซื้อสโมสรอย่างแข็งขัน แล้วก็พวกเขาได้แต่งตั้งให้ธนาคารรายใหญ่ 2 แห่งในสหรัฐอเมริกาอย่าง โกลด์แมน แซคส์ แล้วก็ มอร์แกน สแตนลีย์ เป็นผู้ดูแลในกระบวนการนี้ โดยทางเจ้าของลิเวอร์พูล ได้มีการแถลงถึงเรื่องนี้ว่า

“มีการเปลี่ยนแปลงมากมายเกี่ยวกับการเป็นเจ้าของทีมแล้วก็ข่าวโคมลอยเรื่องการเปลี่ยนแปลงผู้ครอบครองทีมของสโมสรใน EPL แล้วก็เราก็ถูกซักถามอยู่บ่อยๆเกี่ยวกับการเป็นเจ้าของสโมสรลิเวอร์พูล ของ เฟนเวย์ สปอร์ต กรุ๊ป อย่างหลีกเลี่ยงมิได้”

“FSG ได้รับความสนใจอย่างต่อเนื่องจากบุคคลที่สามที่ต้องการที่จะเข้ามาเป็นหุ้นส่วนในลิเวอร์พูล FSG ได้เคยกล่าวก่อนหน้านี้แล้วว่าภายใต้ข้อระบุแล้วก็ข้อแม้ที่เหมาะสมเราอาจจะพิจารณาเรื่องผู้ถือหุ้นรายใหม่ถ้าเกิดนั่นคือประโยชน์สูงสุดของลิเวอร์พูล”

“FSG ยังคงมุ่งมั่นอย่างเต็มที่เพื่อความสำเร็จของลิเวอร์พูล ทั้งยังในแล้วก็นอกสนามถัดไป”

ลิเวอร์พูล

ผู้ครอบครองใหม่ ลิเวอร์พูล ? ใครมีสิทธิ์เข้ามาทำหงส์แดงแทน FSG หลังประกาศขายทีม

หลังจากที่ เฟนเวย์ สปอร์ตส กรุ๊ป ผู้ครอบครองสโมสรลิเวอร์พูล ได้ออกมาประกาศขายทีมไปเมื่อวานนี้ ทำให้ตอนนี้มีผู้สนใจเข้ามาซื้อสโมสรจากเมอร์ซีย์ไซด์อยู่เป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มทุนหรือบุคคลก็ตาม

โดยคำแถลงการณ์ที่ FSG ได้ออกมาประกาศก่อนที่โลกฟุตบอลจะบ้าคลั่งระบุว่า

“ในช่วงเวลาที่ผ่านมา มีการเปลี่ยนแปลงผู้ครอบครองแล้วก็ข่าวโคมลอยเกี่ยวกับการเปลี่ยนผู้ครอบครองสโมสรพรีเมียร์ลีก แล้วก็เราถูกถามอยู่ตลอดเกี่ยวกับความเป็นเจ้าของลิเวอร์พูล ของ Fenway Sports Group” แถลงการณ์กล่าว

“ทาง FSG ได้รับความสนใจจากบุคคลที่สามที่ต้องการเป็นผู้ถือหุ้นของลิเวอร์พูล แล้วก็ FSG ได้กล่าวไว้ก่อนหน้านี้ที่ผ่านมาว่าภายใต้ข้อแม้แล้วก็ข้อเสนอที่เหมาะสมนั้น เราจะทำการพิจารณาผู้ถือหุ้นใหม่ ถ้าว่ามันได้ผลสำเร็จประโยชน์สูงสุดต่อสโมสรลิเวอร์พูล”

“FSG ยังคงมุ่งมั่นอย่างเต็มที่เพื่อความสำเร็จของลิเวอร์พูล ทั้งยังในแล้วก็นอกสนาม”

แล้วก็นี่คือ 3 ตัวเต็งที่เหมาะสมที่จะเข้ามาทำหน้าที่แทน จอห์น ดับเบิลยู. เฮนรี ที่แอนฟิลด์ โดยเมื่อ 12 ปีก่อนที่เขาเข้ามาซื้อสโมสรลิเวอร์พูล ด้วยราคาเพียง 300 ล้านปอนด์ (12,858 ล้านบาท) แล้วก็ในตอนนี้ค่าของทีมตอนนี้นั้นสูงถึง 3.5 พันล้านปอนด์ (150,034 ล้านบาท) ด้วยกัน

ขาย ลิเวอร์พูล
เรดเบิร์ด แคปิตอล พาร์ทเนอร์ เป็นตัวกลุ่มแรกที่มีสิทธิลุ้นเข้ามาซื้อ ลิเวอร์พูล

โดยพวกเขามีหุ้นในทีมอยู่แล้ว 10 เปอร์เซ็นตอนนี้ เกอร์รี คาร์ดินัล ผู้ครอบครองกลุ่ม เรดเบิร์ด ที่เมื่อต้นปีก่อนเขาทำเงินไปถึง 538 ล้านปอนด์ (23,054 ล้านบาท) ได้ออกมาปฏิเสธที่จะเป็นเจ้าของสโมสรลิเวอร์พูล แบบเต็มตัวเมื่อปีก่อนว่า “เราไม่รับประกันว่านั่นเป็นเป้าหมายของเรา” คาร์ดินัล กล่าว

“ผมจะไม่ตัดตัวเลือกอย่างสโมสรนี้ออกแน่นอนเพราะเหตุว่าเพราะเหตุว่าพวกเขาเป็นทีมที่พิเศษ แต่ผมมีความรู้สึกว่าลิเวอร์พูล อยู่ในมือคนที่ดีที่สุดกับกลุ่มทุนตอนนี้ เรามีหุ้นอยู่ที่นั่นเพียงเล็กน้อยเพื่อที่จะช่วยเหลือสโมสรนี้ไปก่อน แต่ทีมนี้ก็เป็นทีมที่ดีที่สุดพร้อมกับยังมีผู้ครอบครองทีมที่ดีที่สุดด้วยเช่นกัน”

ย้อนไปเมื่อเดือนสิงหาคม กลุ่ม เรดเบิร์ด ได้เข้ามาซื้อสโมสรจากอิตาลีอย่าง เอซี มิลาน ด้วยราคา 1 พันล้านปอนด์ (42,861 ล้านบาท) ทั้งพวกเขายังมีสโมสรดังในหลาย ๆ ด้านกีฬาที่พวกเขาเป็นเจ้าของด้วยเช่นกันอย่าง ตูลูส สโมสรจากลีกเอิงประเทศฝรั่งเศส, บอสตัน เรด ซอกซ์ ทีมเบสบอลจากลีก MLB, พิตต์สเบิร์ก เพนกวินส์ ทีมฮ็อกกี้น้ำแข็ง จากสหรัฐอเมริกา เป็นต้น

โดยหนึ่งในผู้ถือหุ้นที่เป็นคนดังอย่าง เลอบรอน เจมส์ ที่ดูแล้วเขาจะเป็นแฟนของลิเวอร์พูล โดยตรง แล้วก็เขามีสิทธิเข้าร่วมในการซื้อลิเวอร์พูล ครั้งนี้ได้ ซึ่งในเดือนมีนาคมปีก่อน เจมส์ ได้กลายเป็นผู้ถือหุ้นส่วนน้อยกับกลุ่ม FSG เพื่อกระชับความสัมพันธ์ของเขากับทีมจากเมอร์ซีย์ไซด์พร้อมทั้งเพื่อนร่วมธุรกิจของเขาอย่าง มาเวอริค คาร์เตอร์ แล้วก็ พอล วากเตอร์

เจมส์ เคยพูดถึงการเป็นเจ้าของทีมใน เอ็นบีเอ แล้วก็ ทอม แวร์เนอร์ ประธานสโมสรลิเวอร์พูล กล่าวว่าสตาร์ดังของ เอ็นบีเอ จะเข้ามา “มีอิทธิพล” ในการตัดสินใจของหงส์แดง “ผมยินดีฟังความนึกเห็นของพวกเขา” แวร์เนอร์ กล่าวถึง เจมส์ แล้วก็หุ้นส่วนทางธุรกิจของเขาว่า “ผมถือว่า มาเวอริค เป็นหนึ่งในเพื่อนสนิทที่สุดของผม”

“ผมใช้เวลาหลายชั่วโมงบอกคุยกับเขาเกี่ยวกับแท็คติก การฝึกการสอน บทเรียนที่ผมได้ศึกษาจาก เยอร์เกน คล็อปป์ แล้วก็บทเรียนที่เขาได้ศึกษาในฐานะนักบาสเกตบอลมานานหลายปี เรามีความสัมพันธ์ที่ดีมาก ๆ โดยเหตุนี้ผมจะกล่าวด้วยความซื่อสัตย์จริงเลยว่า ความรู้แล้วก็ประสบการณ์ของพวกเขาจะเป็นประโยชน์อย่างมากต่อเราในอนาคต”

ข้อเสนอจากตะวันออกกลางหลังจากความล้มเหลวของ ยูโรเปี้ยน ซูเปอร์ลีก เมื่อปีก่อน มีแถลงการณ์ว่า เฮนรี ผู้ครอบครองทีมนั้นปฏิเสธข้อเสนอค่าแทบ 3 พันล้านปอนด์ในการยื่นซื้อสโมสรที่มาจากตะวันออกลาง แม้ว่าการระบาดของโคโรนาไวรัสทำให้หงส์แดงต้องสูญเสียรายได้ไปราว 120 ล้านปอนด์ (5,137 ล้านบาท) ก็ตาม

ซึ่งการตัดสินใจที่จะขายทีมล่าสุด นั้นคงจะดึงความสนใจของกลุ่มทุนหรือบุคคลจากตะวันออกกลางให้เข้ามาซื้อทีมไม่น้อยเลยทีเดียว เพราะเหตุว่าในตอนนี้จุดยืนของ FSG นั้นเปลี่ยนไปแล้ว

โดยในตอนนี้ก็มีทางด้านของ ชีค คาเลด บิน ซายิด อัล เนฮายัน ที่สนใจจะสโมสรอยู่ด้วยเช่นกัน

ชีค คาเลด นั้นเป็นญาติของ ชีค มานซูร์ ผู้เป็นเจ้าของสโมสร แมนเชสเตอร์ ซิตี้ อยู่ในตอนนี้ โดยเขาเคยยื่นซื้อสโมสรลิเวอร์พูล มาแล้วสองครั้งในปี 2016 แล้วก็ 2017 ด้วยราคา 2 พันล้านปอนด์ (85,633 ล้านบาท) แต่ก็ล้มเหลวไปทั้งสองครั้ง

ซึ่งย้อนกลับไปในตอนนั้น หงส์แดง ยืนยันอย่างชัดเจนเลยว่าทีมของพวกเขาไม่ได้มีไว้ขาย แต่ในตอนนี้เรื่องมันคงจะกลับกลายเป็นว่าพวกเขาต้องต้องการขายทีมให้กับใครสักคนเสียแล้ว

ขาย ลิเวอร์พูล อาจแพงที่สุดในโลก

เซอร์ มาร์ติน บรอจตัน

ชื่อที่แฟนๆ ลิเวอร์พูล คุ้นเคยกันดีอย่าง เซอร์ มาร์ติน บรอจตัน นั้นเคยวางแผนที่จะซื้อสโมสร เชลซี เมื่อช่วงกลางปีที่ผ่านมา นั่นจึงเป็นการส่งสัญญาณว่าเขาคงจะกลับมาสนใจในเรื่องของฟุตบอลอีกครั้งเป็นแน่แท้ ในฐานะอดีตประธานสายการบินบริติช แอร์เวย์ บรอจตัน ได้ครองตำแหน่งประธานสโมสรลิเวอร์พูลในช่วงสั้นๆเมื่อปี 2010 แล้วก็ได้รับเครดิตจากการเป็นนายหน้าซื้อขายหุ้นให้กับ FSG ค่า 300 ล้านปอนด์ (12,858 ล้านบาท) ของหงส์แดงในตอนนั้น

12 ปีต่อมาเมื่อ โรมัน อับราโมวิช ตัดสินใจที่จะขาย เชลซี บรอจตัน ผู้ที่เป็นแฟนบอลของสิงห์บลูมาตลอดชีวิตได้เข้าร่วมการซื้อขายสโมสรเมื่อช่วงกลางปีที่ผ่านมา ก่อนที่สโมสรจะตกเป็นของ ท็อดด์ โบห์ลี่ ในที่สุด

ในตอนนี้ไม่แน่ว่าเมื่อมีการประกาศขายสโมสร ลิเวอร์พูล ออกมาแบบนี้ เซอร์ มาร์ติน บรอจตัน ที่กลับมาสนใจในกีฬาฟุตบอล คงจะไม่ต้องการพลาดการซื้อขายครั้งนี้อย่างแน่นอน